เยือนโลกใบน้อยของดอน คามิลโล

(comments: 0)

เยือนโลกใบน้อยของดอน คามิลโล

 

หนูพัด ลูกพ่อเพิ่ม

 

ไปอิตาลีครั้งนี้ เป็นการลงใต้ จากบ้านที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงไปทางเหนือของเยอรมนี เมื่อเดินทางด้วยรถไฟ จะไม่สามารถเดินทางให้ถึงจุดหมายได้ภายในวันเดียว จำต้องพักระหว่างทาง ขากลับเราเลยวางแผนกันว่า ไหน ๆ ก็ต้องพักกลางทาง เราก็จะไปเยี่ยมเยือน ดอน คามิลโล (Don Camillo) และ เป็บโปเน (Peppone) อีกสักครั้ง แล้วค่อยเดินทางต่อ กลับบ้าน

 

รู้จัก ดอน คามิลโล และ เป็บโปเน ครั้งแรกเมื่อเกือบ 40 ปีที่แล้ว ครั้งนั้นในรูปบทความแปล ในมติชนสุดสัปดาห์ เรื่องราวการชิงไหวชิงพริบ เสียดสี แทรกความขบขัน ที่อ่านแล้วต้องอมยิ้มอยู่คนเดียว (คือไม่กล้าหัวเราะคนเดียว) และสำนวนแปลที่ถ่ายทอดออกมาอย่างได้อารมณ์ ทำให้ชื่อของ ดอน คามิลโล และ เป็บโปเน ยังติดอยู่ในความทรงจำ

นพดล เวชสวัสดิ์ แปล “โลกใบเล็กของหลวงพ่อ ดอน คามิลโล จากนวนิยายอิตาเลียนMondo Piccolo "Don Camillo" ที่ Giovanni Guareschi แต่งและพิมพ์ในปีพ.. 2491 (.. 1948) ตีพิมพ์เป็นตอนในมติชนสุดสัปดาห์ฉบับที่ 315-347 และพิมพ์รวมเล่มครั้งที่ 1 เดือน พฤษภาคม ปี พ.. 2530 สำนักพิมพ์แมวไทย1 ใน “โลกใบเล็กของหลวงพ่อ ดอน คามิลโล” ผู้แปลไม่ได้ระบุว่า แปลจากต้นฉบับภาษาอะไร อิตาเลี่ยน หรือภาษาอังกฤษ นวนิยายนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษ “The Little World of Don Camillo ในปีพ.. 2493 หรือ ค.. 1950

มาพบ ดอน คามิลโล และ เป็บโปเน อีกครั้งเมื่อเวลาล่วงเลยมาอีกหลายปี ครั้งนี้ในรูปแบบของภาพยนต์ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เยอรมัน ARD และ ZDF รวมทั้งสถานีฯภูมิภาค มักจะฉายออกอากาศในช่วงใกล้เทศกาลทางคริสต์ศาสนา ภาพยนต์ชุด Don Camillo และ Peppone เป็นการนำบทประพันธ์ของ Giovanni Guareschi มาทำเป็นภาพยนต์ Guareschi เขียนเรื่องราวของ Don Camillo และ Peppone ไว้หลายเล่ม ภาพยนต์ชุดนี้จึงมีทั้งหมด 5 ตอน ตอนแรกสร้างในปี 1951 (.. 2494) ตอนที่ 5 ในปี 1965 ตอนที่ 6 ไม่สามารถสร้างได้เสร็จสมบูรณ์เนื่องจากดาราผู้แสดงเป็น Don Camillo เสียชีวิตลงก่อน

 

Don Camillo และ Peppone เป็นเรื่องราวของชีวิตคนชนบทอิตาเลียนช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ตัวเอกของเรื่องคือ ดอน คามิลโล บาดหลวงแห่งนิกายโรมันคาทอลิก และ เป็บโปเน นายกเทศมนตรีสังกัดพรรคคอมมิวนิสต์ แห่ง Boscaccio หมู่บ้านขนาดเล็กในลุ่มแม่น้ำโป (Po valley) เรื่องราวที่เกิดขึ้นในภาพยนต์ชุด Don Camillo และ Peppone แม้นจะเป็นเรื่องราวสนุก ๆ แต่ก็เผยให้เห็นความขัดแย้ง ที่เกิดจากการยึดมั่นในอุดมการณ์และความคิด ระหว่างค่านิยมดั้งเดิม (traditionelle Werten) และการต่อสู้ทางการเมือง ดอน คามิลโล และ เป็บโปเน มักจะมีเรื่องให้ต่อปากต่อคำ เสียดสีเยาะเย้ย แกล้งกันไปกันมาอยู่เสมอ แต่สิ่งที่ทั้งสองมีเหมือนกัน นั่นคือ ความอาทรต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านในหมู่บ้าน และนี่คือความน่ารักของเรื่อง แม้นว่าในที่สาธารณะทั้งสองจะดูเหมือนเป็นไม้เบื่อไม้เมา แต่ลึก ๆ แล้ว ทั้งคู่ชื่นชมและเคารพซึ่งกันและกัน (ที่ภาษาเยอรมันอาจเรียกว่า Hassliebe คือทั้งรักทั้งเกลียด) และเมื่อเกิดวิกฤต ทั้งสองก็จะใช้วิธีการในการแก้ปัญหาที่ต่างกันตามอุดมการณ์ของแต่ละคน แต่ด้วยเป้าหมายอย่างเดียวกัน (คือแก้วิกฤต) และท้ายที่สุดก็มักเป็นว่า ก็ทั้งสองคนนี่แหละที่ช่วยแก้วิกฤตไปด้วยกัน แน่นอนต้องมีการเหน็บ ๆ แนม ๆ กันหน่อย

 

Don Camillo และ Peppone ก็คือเรื่องราวที่สะท้อนให้เห็นชีวิตจริงของคน ที่แม้นว่า จะมีอุดมการณ์ทางการเมืองอย่างไร แต่สิ่งที่ปลูกฝังมาแต่เดิม (เช่น คำสอนทางศาสนา จารีตประเพณี) ก็ยังคงมีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิต เป็บโปเน และพรรคพวก แม้นจะยึดอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ที่ปฏิเสธพระเป็นเจ้า แต่ก็ยังมา(แอบ)สวดขอพรจากพระเจ้าในโบสถ์แห่งเดียวของหมู่บ้านที่มี ดอน คามิลโล เป็นบาดหลวงประจำ แถมยังต้องการให้ลูกเข้ารับพิธีศีลจุ่ม ดอน คามิลโล เองแม้นจะรังเกียจคอมมิวนิตส์ แต่ก็ยอมให้ เป็บโปเน ตั้งชื่อลูกชายว่า เลนิน แต่ต้องแถมชื่อ คามิลโล เข้าไปด้วย และหลายครั้งที่ ดอน คามิลโล เองก็เข้ามาช่วยเหลือ จัดการปัญหาของ เป็บโปเน เช่น เมื่อ เป็บโปเน เหงื่อตกกับข้อสอบในการสอบเพื่อให้จบการศึกษาภาคบังคับ ดอน คามิลโล แม้นจะซะใจที่คู่อริจะสอบตกและอับอายขายหน้า แต่พอมองเห็นสายตาของลูกชายตัวน้อยของเป็โปเน ก็ต้องเข้าไปช่วยเฉลยคำตอบให้ ทั้งนี้เพราะสิ่งที่ ดอน คามิลโล ต่อต้าน คือ อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ แต่ไม่ใช่ตัวคน ตัว เป็บโปเน ที่มีอุดมการณ์

 

จุดเด่นของเรื่องอีกประการหนึ่งก็คือ บทสนทนาระหว่าง ดอน คามิลโล กับ พระผู้เป็นเจ้าผ่านรูปแกะสลักพระเยซูที่ถูกตรึงไม้กางเขน ซึ่งประดิษฐานในโบสถ์ ไม่ว่า ดอน คามิลโล จะทำอะไร ก็มักจะมารายงานให้พระเจ้าทราบ หรือมาหารือ และบ่อยครั้งพระเป็นเจ้าก็จะติติง ว่ากล่าว ในสิ่งที่ ดอน คามิลโล ทำ โดยเฉพาะเมื่อ ดอน คามิลโล ไปแกล้ง เป็บโปเน และพรรคพวก รวมทั้ง สั่งสอน และชี้แนะ มีบ้างเป็นครั้งคราวเหมือนกันที่ ดอน คามิลโล ได้รับคำชมเชย

 

บาดหลวง และ รูปแกะสลักพระเยซูพูดได้ ทำให้นึกถึงนิยายไทยว่าด้วย สมภารกร่าง กับพระประธานพูดได้ และนายแกว่นที่มีแนวคิดคอมมิวนิสต์ ก็คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญอะไร พล.. มรว. คึกฤทธิ์ ปราโมช แต่งเรื่อง ไผ่แดง เมื่อปี พ.. 2497 (.. 1954) Giovanni Guareschi แต่ง Mondo Piccolo Don Camillo เมื่อปี ค.. 1948 แปลเป็นภาษาอังกฤษ “The Little World of Don Camillo” ในปีพ.. 2493 หรือ ค.. 1950 พิจารณาตามนี้ ไผ่แดง ก็เป็นนิยายที่ประยุกต์ หรือดัดแปลงมาจาก Don Camillo and Peppone นั่นเอง

 

หมู่บ้านในนวนิยาย Don Camillo and Peppone คือ Boscaccio แต่สถานที่ใช้ถ่ายทำภาพยนต์คือ Brescello หมู่บ้านเล็ก ๆ เรียกได้ว่าอยู่ในลุ่มแม่น้ำโป เพราะเมื่อเดินจากหมู่บ้านไปประมาณเกือบสองกิโลเมตรจะพบแม่น้ำโป การไปเยือน ดอน คามิลโล และ เป็บโปเน ก็คือ การไปเยือน Brescello

 

Brescello เป็นเพียงหมู่บ้านเล็ก ๆ อยู่ทางใต้ของมิลาน (ภาษาอิตาลี Milano ภาษาเยอรมัน Mailand) ครั้งแรกที่ไปเยือนเมื่อ 4 ปีก่อน เราไปจาก Milano นั่งรถไฟเกือบ 2 .. ไปเปลี่ยนรถไฟหวานเย็นที่ Parma แล้วต้องรอต่อรถไฟนานกว่า 2 .. และเพราะต้องกลับมาที่พักที่ Milano ทำให้เรามีเวลาใน Brescello เพียงสามชั่วโมงนิด ๆ แต่การที่ต้องรอเปลี่ยนรถไฟนานในครั้งนั้นก็ทำให้เราได้เดินชมเมือง Parma แบบสั้น ๆ ได้ชม Duamo (มหาวิหารสำคัญประจำเมือง) ได้ชะโงกไปถ่ายรูปสำนักงานไปรษณีย์ในอาคารโบราณที่ยังรักษาภาพวาดบนเพดาน และสถาปัตยกรรมไว้อย่างดี เป็นสำนักงานไปรษณีย์ที่สวย มองได้ไม่เบื่อ ในความรู้สึก (มองแล้วมีความสุข) คราวนี้เราจึงวางแผนที่จะพักในเมือง Parma แล้วให้เวลาทั้งวันกับ Brescello รวมทั้งมีเวลามากพอในการเดินชมเมือง Parma

 

เราเดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูง เจ้าลูกศรสีแดง (Frecciarossa) เปลี่ยนเป็นรถไฟท้องถิ่น (Regionalbahn) ที่ Bologna ถึง Parma บ่ายต้น ๆ เอาสัมภาระเข้าโรงแรมแล้วก็ออกเดินชมเมือง ซึ่งแน่นอนต้องเริ่มต้นด้วยมหาวิหาร ต่อด้วยสำนักงานไปรษณีย์ ซึ่งไม่ได้แวะไปชมโฉมอย่างเดียว แต่ไปใช้บริการส่งโปสการ์ดกลับมาเยอรมนีด้วย ใน Parma มีโรงละครที่มีชื่อเสียงเพราะสร้างด้วยไม้ Teatro Farnese เราพยายามเดินหากันแต่ก็ไม่พบ ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะลืมพิพม์แผนที่มา ท้ายสุดก็เลยข้ามสะพามข้ามแม่น้ำ Parma แม่น้ำสายย่อยของแม่น้ำโป ไปนั่งเล่นในสวนใหญ่ของวังเก่าที่กลายสภาพมาเป็นที่ทำการของตำรวจ Parma เป็นเมืองเล็ก ๆ สะอาดสะอ้าน นอกจากเนยแข็ง Parmesan และหมูแฮม Parmaschinken ที่มีชื่อเสียงแล้ว ที่นี่ยังเป็นที่ตั้งของสำนักงานควบคุมความปลอดภัยของอาหารแห่งสหภาพยุโรปด้วย

 

วันรุ่งขึ้นเราออกเดินทางจากโรงแรมหลัง 9 . นิด ๆ ระยะทางไม่ถึง 300 เมตร กะให้มีเวลามากพอสำหรับซื้อตั๋วเที่ยว 10 . สถานีรถไฟยามเช้าของวันแรกของเดือนคราคร่ำไปด้วยผู้คนที่ต้องมาต่ออายุตั๋วเดือน ต่อแถวยาวเยียดล้นออกมาจากห้องขายตั๋ว เรากระหยิ่มในใจว่า ไม่ต้องไปเข้าแถว เพราะจะซื้อจากเครื่องขายตั๋วอัตโนมัติ เข้าไปซื้อตู้แรก เครื่องบอก ไปสถานีนี้ขายให้ไม่ได้ เอ้าลองตู้ใหม่ คำตอบเหมือนเดิม ตู้สามก็ยังให้คำตอบเหมือนเก่า เอาละซิ ใกล้ 10 .แล้ว วิ่งไปดูที่ชานชะลามีพนักงานมาขอตรวจตั๋วก่อนขึ้นรถ จะลักลอบคงไม่ได้ ซื้อตั๋วบนรถคงถูกปรับแน่ ลองถามประชาชนรอบข้าง หลายคนบอกไม่รู้ซิ หลายคนบุ้ยใบ้ให้ไปซื้อกับพนักงาน วิ่งไปวิ่งมา ตัดสินใจไปต่อคิวเพื่อขอซื้อจากพนักงานในห้องขายตั๋ว คิวยังยาวเหมือนเดิม ยาวก็ต้องยาวละเพราะตกรถไฟเที่ยว 10 . ไปเรียบร้อยแล้ว ช่วงรอคิวเกือบจะถึงเรา ก็มีหนุ่มน้อยมาขอแซงคิว บอกว่ารีบมาก อืมเราก็รีบเหมือนกันแถมหงุดหงิดด้วยที่ตกรถ เลยรักษาสิทธิ์ไว้ ถึงคิวก็บอกพนักงานว่า จะไป Brescello ขอซื้อตั๋วหน่อย พนักงานสาวส่งยิ้มมาให้แล้วตอบว่า รถไฟไป Brescello ดำเนินการโดยอีกบริษัทหนึง ไม่ใช่ของ Train Italiy คุณต้องไปซื้อที่ Tabacchi ร้านขายบุหรี่ (และอื่น ๆ ทำนอง Kios) แล้วไอ้ Tabacchi เนี่ยมันอยู่ไหน วิ่งไปวิ่งมา ขึ้นลงสถานีอีกสองรอบ ประชาชนสงสารเลยบอกทางให้ว่า อยู่ชั้นล่างจะเรียกใต้ดินก็ไม่เชิง ตรงทางออกที่จอดรถ ได้ตั๋วมาเรียบร้อย รถมาเทียบชานชะลาแล้ว เลยขึ้นไปนั่งหอบในรถไฟ ทั้งหมดทั้งปวงทำให้นึกถึงประโยคเด็ดของหนุ่มน้อยพนักงานโรงแรมเมื่อหลายปีก่อน ที่มักจะเปรยขึ้นมาเมื่อมีเหตุขัดข้องว่า This is Italy เนาะ (เนาะนี่เธอพูดจริง ๆ นะคะเขียนแบบถอดเสียงก็ได้ประมาณนี้) เมื่อ 4 ปีก่อนเราซื้อตั๋วจาก Milano ไปถึง Brescello ใครจะไปรู้ว่า แค่ 4 ปี Train Italiy จะยกเลิกเส้นทางให้บริษัทท้องถิ่นดำเนินการ ค่ะ This is Italy เนาะ

 

เราถึง Brescello เกือบเที่ยง เวลาเดียวกับที่เราไปเมื่อ 4 ปีก่อนเลย จากสถานีรถไฟ เดินเข้าไปจัตุรัสใจกลางของหมู่บ้านใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที ต้นเดือนตุลาคมฤดูการท่องเที่ยวน่าจะสิ้นสุดแล้ว ผู้คนจึงไม่ค่อยมี เหมือนเมื่อ 4 ปีก่อนที่เราไปเดือนมีนาคม ฤดูการท่องเที่ยวยังไม่เริ่ม เลยได้มีโอกาสทักทาย ดอน คามิลโล และ เป็บโปเน อย่างสบาย ๆ ไม่ต้องแย่งชิงกันถ่ายรูป ดอน คามิลโล และ เป็บโปเน ยืนเด่นประจันหน้ากันคนละมุม มีจัสตุรัสกลางคั่นอยู่ ดอน คามิลโล ยืนอยู่หน้าโบสถ์ประจำหมู่บ้าน เป็บโปเน ยืนเด่นอยู่หน้าอาคารที่ทำการเทศบาล (ในภาพยนต์) บ่งบอกการเป็นตัวแทนความคิดเหมือนที่ทั้งสองเป็นในนวนิยายและภาพยนต์ ฝั่งตรงข้ามโบสถ์ยังมีร้านกาแฟ Café Peppone และ Café Don Camillo แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ของหมู่บ้านกับ Don Camillo and Peppone

 

เดินพ้นจัสตุรัสไปนิดหนึงจะพบพิพิธภัณฑ์ Don Camillo and Peppone ขนาดเล็ก ๆ มีสองแห่ง ซื้อตั๋วครั้งเดียวเข้าชมได้ทั้งสองแห่ง ตั้งอยู่คนละฟากถนน แห่งหนึ่งเล่าเรื่องราวเบื้องหลังการสร้างภาพยนต์ อีกแห่งบอกเล่าเกี่ยวกับภาพยนต์ และนักแสดง มีฉากสำคัญ ๆ บรรยาย มีรถจักรยาน และจักรยานยนต์ที่ ดอน คามิลโล และ เป็บโปเน ใช้ ห้องทำงานของท่านนายกเทศมนตรี เป็บโปเน และ โต๊ะเขียนหนังสือของ Don Camillo เมื่อ 4 ปีก่อนเราเข้าชมทั้งสองพิพิธภัณฑ์ แต่ปีนี้ตั้งใจจะเข้าชมเพียงแห่งที่สองเท่านั้น ตอนที่ไปถึง (เหมือนเมื่อ 4 ปีก่อน) เป็นเวลาพักกลางวัน พิพิธภัณฑ์ปิดค่ะ เราเลยสลับโปรแกรม จากที่ตั้งใจจะชมพิพิธภัณฑ์ก่อน เป็นว่า เราจะเดินไปแม่น้ำโป ซึ่งเราไปไม่ถึงเมื่อ 4 ปีก่อน แล้วค่อยกลับมาชมพิพิธภัณฑ์

 

แม่น้ำโปอยู่ทางเหนือของหมู่บ้าน ถนนเล็ก ๆ ที่ไปแม่น้ำโปร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ใหญ่ทั้งสองข้างทาง สองข้างทางไม่มีบ้านคน เป็นพื้นที่เกษตรกรรม ห่างไปสักหนึ่งกิโลจะมีร้านอาหารทำนองของสมาชิกคลับอะไรสักอย่าง และที่บ่งบอกว่าใกล้ถึงแม่น้ำก็คือ เรือ ที่เขายกขึ้นมาเพื่อซ่อมแซม ผ่านพ้นร้านอาหารจะเป็นเขตพื้นที่ป่าปลูกของเอกชน ห้ามรถราเข้า แต่ไม่มีป้ายห้ามคนเดินเท้า เราเลยเดินต่อไป คนงานสามสี่คนหันมามองแล้วไม่ว่าอะไร ทางที่เราเดินผ่านจะเป็นทางที่เลาะริมคลอง ซึ่งจะไปบรรจบแม่น้ำโป สุดพื้นที่ป่าปลูกคือ แม่น้ำโป ตลิ่งช่วงนี้สูง ปกคลุมไปด้วยต้นไม้ ก็คงจริงอย่างที่เบื้องหลังการถ่ายทำกล่าวไว้ว่า ฉากริมแม่น้ำโปไม่ได้ถ่ายทำที่นี่ แต่เป็นที่หมู่บ้านอื่น

 

กลับเข้าหมู่บ้านก็เป็นเวลาทำการของพิพิธภัณฑ์พอดี เราเข้าไปชมพิพิธภัณฑ์ฝั่งขวามือ ที่บอกเล่าเกี่ยวกับภาพยนต์ พอก้าวเข้าประตูเสียงเพลงไตเติลของ Don Camillo and Peppone ก็กระหึ่ม นึกได้ถึงหน้ายิ้มกริ่มของดอน คามิลโล ยามขับจักรยานแซงหน้าท่านนายกเทศมนตรีเป็นโปเน บนถนนเข้าหมู่บ้าน พิพิธภัณฑ์ ยังคงมีข้อมูลเหมือนเดิม แต่ที่หายไปคือ โปสการ์ด พนักงานบอกว่า เดี๋ยวนี้นักท่องเที่ยวไม่นิยมซื้อโปสการ์ดแล้ว เพราะใช้กล้องดิจิทอลถ่ายรูป

 

ออกจากพิพิธภัณฑ์ เราตั้งใจไปนมัสการพระแม่มาดอนนา หนึ่งในฉากสำคัญ พระแม่นี้กองถ่ายภาพยนต์สร้างขึ้นไว้ตามเนื้อเรื่อง หลังการถ่ายทำชาวบ้านก็ยังเก็บไว้ที่เดิม ซึ่งอยู่ห่างจากตัวหมู่บ้านประมาณ 100 เมตร นอกจากเก็บรักษาไว้แล้ว ยังมีชาวบ้านมาสักการะบูชา เห็นได้จากดอกไม้สด และเทียนที่วางอยู่หน้าแท่นพระรูป และที่ขาดไม่ได้เมื่อมา Brescello ก็คือ ต้องไปนมัสการพระเยซู(พูดได้)ในโบสถ์ ซึ่งกองถ่ายฯก็เป็นผู้สร้างไว้อีกนั่นแหละ และแม้นจะเป็นของใหม่ ชาวบ้านก็ยังให้ความเคารพและเก็บไว้บูชาในโบสถ์เช่นกัน

 

หากเปรียบเทียบกับ Milano หรือ Parma หรือเมืองอื่น ๆ Brescello ไม่ได้มีอะไรที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่ทุก ๆ ปีก็จะมีนักท่องเที่ยวจำนวนเรือนหมื่นมาเยือน ซึ่งก็คงเหมือนเรา ที่มาด้วยจุดหมายเดียวกันคือมาเยือน ดอน คามิลโล และ เป็บโปเน สักครั้ง แต่ละคนก็เป็นแฟนพันธุ์แท้กันทั้งนั้น มา Brescello เพื่อระลึกถึงฉากและเรื่องราวต่าง ๆ ในภาพยนต์ สถานที่ที่ถ่ายทำก็ยังมีอยู่รอบ ๆ หมู่บ้าน แฟนพันธุ์แท้เมื่อได้เห็น ก็จำได้

 

การมาเยือน Brescello เพื่อเยี่ยมเยือน ดอน คามิลโล และ เป็นโปเน เป็นความสุขเล็ก ๆ ของแฟนพันธุ์แท้ ของ Don Camillo and Peppone (อย่างเรา) นวนิยายและภาพยนต์ที่แสดงให้เห็นความขัดแย้งของขั้วความคิด และการเมือง ปัญหาและสงครามที่เกิดขึ้นใน โลกใบน้อยของดอน คามิลโล ที่เกิดขึ้นในแต่ละตอนจะจบลงด้วยการประนีประนอม ซึ่งทำให้คนอ่านและคนที่ชมภาพยนต์ยิ้มอย่างมีความสุขในตอนจบของเรื่อง ก็ดังข้อเขียนในปกหลังของหนังสือแปล โลกใบเล็กของหลวงพ่อของดอน คามิลโล ที่กล่าวไว้ว่า

ในโลกในเล็กของหลวงพ่อดอน คามิลโล มีทั้งเปรี้ยวหวานมันเค็ม และแสบสันต์ โลกแห่งความขัดแย้งที่ไม่แล้งน้ำใจ

 

กลับ

Add a comment