อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ แม้ไม่ประมาท

(comments: 0)

อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ แม้ไม่ประมาท

โดยปาท่องโก๋

เมื่อพูดถึง เรื่องการทำงาน การทำหน้าที่ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ เหตุการณ์ไม่คาดคิดที่เราเรียกกันว่า อุบัติเหตุ อาจเกิดขึ้นได้เสมอ ซึ่งก็เป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งในชีวิต เพราะชีวิตเรามักมีอะไรให้ต้องทำอยู่เสมอ แม้บางครั้งไม่ได้ทำอะไรความเสี่ยงก็ยังรออยู่ตรงหน้าได้ทุกนาทีเช่นกัน เราควรจะทำอย่างไรกับชีวิตที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงนี้ดี ที่จะเล่าให้ฟังนี้เป็นอุบัติเหตุ หรือความเสี่ยงที่เกิดจากการทำงาน เพราะฉันเพิ่งประสบอุบัติเหตุจากการทำงานมาสด ๆ ร้อน ๆ ค่ะ

ฉันทำงานเป็นผู้ช่วยพยาบาล ในบริษัทเอกชน (ที่นี่เรียกว่า Spitex) ที่มีประสบการณ์การทำงานด้านนี้มากว่า 30 ปี มีสาขาทั่วสวิตเซอร์แลนด์ บริษัทจะมีพนักงาน ที่ประกอบไปด้วยพยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล คนดูแลทำความสะอาดบ้าน รวมทั้งมีพนักงานที่ดูแลเรื่องเอกสารทั้งหลายเหมือนบริษัททั่ว ๆ ไป นอกจากนี้ยังบริการจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับผู้สูงอายุที่พวกเราไปดูแล งานหลักของพนักงานด้านสุขภาพอย่างฉันก็คือ การไปดูแลผู้สูงอายุ ที่ยังไม่ถึงเวลาไปอยู่บ้านพักคนชรา หรือแม้ถึงเวลาแล้ว แต่ยังอยากอยู่บ้าน เพราะพอทำอะไรเองได้บ้าง หรือมีลูกอยู่ด้วยที่บ้าน บางส่วนก็เป็นคนที่ต้องการใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายในบ้านของตัวเอง นอกจากนี้ก็จะเป็นผู้ป่วยที่ต้องพักฟื้น (หลังผ่าตัด ฯลฯ) ที่บ้าน

ด้วยว่าอุบัติเหตุนั้นเกิดขึ้นได้กับทุกสาขาอาชีพ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ที่ฉันอาศัยอยู่ จึงมีกฎหมายบังคับให้ทุกคนที่ทำงานต้องมีประกันอุบัติเหตุ โดยมีนายจ้างเป็นผู้ทำประกันฯและจ่ายเบี้ยประกันฯให้ เพื่อคุ้มครองลูกจ้างในกรณีเกิดอุบัติเหตุและเจ็บป่วยจากการทำงาน

บริษัทที่ฉันทำงาน จะจัดให้พนักงานคนหนึ่งดูแลผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยหนึ่งคนจนครบเวลากำหนด ไม่มีการสลับพนักงาน ทำให้ทั้งพนักงานและคนที่พนักงานดูแลรู้จักคุ้นเคยกัน และพนักงานจะรู้ว่าคนที่ไปดูแลนั้นเป็นอย่างไร มีความยากง่ายในการดูแลเพียงใด และต้องทำอะไรบ้าง คนที่พนักงานไปดูแลเองก็จะรู้จักคุ้นเคยกับพนักงานเช่นกัน มีความไว้เนื้อเชื่อใจ อย่างไรก็ตามแม้ว่าเราจะรู้ว่า ต้องทำอะไร ยากง่ายแค่ไหน ความเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

ในวันเกิดเหตุ ฉันเสร็จงานดูแลผู้สูงวัยมาแล้ว 2 คน คนนี้เป็นรายที่สามและรายสุดท้ายของวัน เป็นคุณยายอายุ 86 ปี ตัวสูงใหญ่ เป็นโรคพาร์กินสัน งานของฉัน คือ เช็ดตัว เปลี่ยนผ้าอ้อม และเสื้อผ้า แล้วพานั่งรถเข็น ไปห้องอาหาร แล้วเตรียมกาแฟและขนมให้คุณยาย ใช้เวลาทำงาน 1 ชั่วโมง คือ เวลา 9.30 -10.30 . หลังอาหารเช้า ลูกชายจะพาคุณยายมานั่งรอที่โซฟาในห้องโถง พอฉันไปถึง หลังจากทักทาย ถามสารทุกข์ สุขดิบกันแล้ว ก็จะเตรียมของใช้ให้พร้อม แล้วก็เริ่มด้วยการทำความสะอาดใบหน้าทุกส่วน เช็ดตัวส่วนบน ทาครีม ใส่เสื้อผ้าเฉพาะส่วนบน พาลุกยืน และพาเดินไปนั่งและนอนบนเตียง ให้เราทำความสะอาดส่วนล่าง และใส่ผ้าอ้อม กางเกง ถุงน่อง ถุงเท้า แล้วพาลุกนั่งบนเตียงสักพัก เพื่อปรับสมดุลร่างกาย จากนั้นจะพายืน ซึ่งฉันต้องประคองคุณยายไว้ตลอดเวลา แบบสวมกอด พาเดินสองสามก้าว แล้วหมุนตัว มานั่งรถเข็น และเข็นมาห้องอาหาร เพื่อดื่มกาแฟและขนม นี่คือกิจวัตรปกติ

แต่วันนั้น ปัญหาเกิดขึ้นตอนที่ย้ายคุณยายจากเตียงมานั่งรถเข็น ฉันพาคุณยายลุกนั่งข้างเตียง และพยุงให้ยืน พาเดินได้สองสามเก้า แต่พอจะหมุนตัวเพื่อให้คุณยายนั่งรถเข็น คุณยายเกิดก้าวขาไม่ออก ทำท่ายึกยัก ๆ ฉันก็ประคองไว้ เต็มที่ แต่คุณยายทำท่าจะล้ม ฉันต้องรีบประคองไว้ แล้วค่อย ๆ ปล่อยให้ล้มลงพื้นแบบนุ่มนวลที่สุด แต่ด้วยความที่คุณยายตัวใหญ่กว่าฉันมากจึงล้มลงเร็ว ความที่ฉันดึงขาออกไม่ทันคุณยายจึงล้มลงนั่งทับขาของฉันทำให้เท้าพลิก พอดึงขาออกมาได้ รู้สึกเจ็บมาก แต่ก็ยังมีแรงเดินกระต่ายขาเดียว ไปเรียกลูกชายคุณยายที่อยู่ชั้นล่าง และนับว่าโชคดีที่บ้านนี้มีลูกชายอยู่ด้วย (แต่เวลาทำงาน ฉันทำคนเดียว) เขาจึงขึ้นมาช่วยพยุงคุณยายนั่งรถเข็น พอคุณยายปลอดภัยดี นั่งดื่มกาแฟและกินขนมได้แล้ว ก็ถึงเวลาที่ฉันต้องดูแลปฐมพยาบาลตัวเอง และโทรศัพท์แจ้งพยาบาลที่เป็นหัวหน้า เธอมาถึงที่เกิดเหตุในเวลาไม่นาน ดูอาการคุณยาย เมื่อเห็นว่าไม่บาดเจ็บอะไร ก็พาฉันมาส่งห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล (ปกติตามประกันสุขภาพที่ดิฉันมี เมื่อฉันไม่สบายต้องไปหาหมอประจำตัวก่อน แล้วหมอประจำตัวจะส่งต่อ แต่ในกรณีนี้ฉันและพยาบาลเลือกที่จะตรงมาห้องฉุกเฉินเลย เพราะถ้าไปหาหมอประจำตัว ก็ต้องส่งมาเอ็กซเรย์ที่นี่อยู่ดี ถือเป็นการรวบรัดตัดตอน)

ที่ห้องฉุกเฉินเจ้าหน้าที่ถามหา บัตรประกันสุขภาพ (เราต้องพกติดตัวไว้ตลอด) หมอประจำตัวชื่ออะไร (ควรต้องรู้) ถามเพราะเจ้าหน้าที่ต้องรายงานหมอประจำตัวให้ทราบ รวมทั้งสอบถามว่า เกิดเหตุที่ไหน อย่างไร ถ้าอุบัติเหตุเกิดระหว่างการทำงาน โรงพยาบาลจะส่งใบเรียกเก็บเงินค่ารักษาพยาบาลไปที่บริษัทประกันสุขภาพที่บริษัททำไว้ให้พนักงานทุกคนอีกที

จากนั้นก็ทำการตรวจ และเอ็กซเรย์ พบว่า กระดูกเท้าส่วนกลางระหว่างนิ้วก้อยกับตาตุ่มหัก การรักษาคือให้ยาแก้ปวด แก้อักเสบ ลดบวม ให้ใส่รองเท้าพิเศษ พร้อมให้ไม้ค้ำยันกลับมา มีใบรับรองแพทย์พ่วงมาด้วย ให้ฉันหยุดงาน 3 อาทิตย์ หลังการรักษาแบบธรรมชาตินี้ผ่านไป 1 อาทิตย์ ฉันต้องไปพบแพทย์อีกครั้งเพื่อเอ็กซเรย์ และรับการรักษาขั้นต่อไป โชคดีที่วันนั้นพยาบาลที่พาฉันมาโรงพยาบาลติดต่อแจ้งหัวหน้าหน่วยและใบรับรองแพทย์ไปให้ศูนย์โดยที่ฉันไม่ต้องทำอะไรเองเลย ซึ่งปกติแล้วเมื่อเกิดเหตุต้องแจ้งหน่วยงานที่รับผิดชอบให้เร็วที่สุดเพื่อที่เขาจะได้หาคนทำงานแทน ใบรับรองแพทย์นั้นต้องส่งให้หน่วยงานภายในสามวันหลังจากเกิดเหตุ หลังเกิดเหตุสองวันฉันก็ได้รับจดหมายและเอกสารจากฝ่ายบุคคลให้กรอกรายละเอียดแล้วส่งกลับไปให้ฝ่ายบุคคลส่งไปให้บริษัทประกัน เพราะระหว่างที่ป่วยทำงานไม่ได้ ฉันจะได้รับค่าจ้างด้วย จากนั้นอีกสองสามวัน ฉันก็ได้รับเอกสารจากบริษัท ในนั้นมีเอกสารจากบริษัทประกันอุบัติเหตุด้วย ได้แก่

เอกสารเกี่ยวกับอุบัติเหตุของฉันซึ่งออกมาจากบริษัทประกัน (die Schadenmeldung UVG) ในนี้จะมีบอกไว้หมดว่า ใครเป็นนายจ้าง ใครคือลูกจ้างที่เกิดอุบัติเหตุ ทำงานมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ตำแหน่งอะไร ทำงานกี่เปอร์เซ็นต์ และรายละเอียดเกี่ยวกับอุบัติเหตุ ฯลฯ

เอกสารแสดงความเห็นของแพทย์ (das Arztzeugnis) ให้ฉันนำไปให้แพทย์ที่ทำการรักษากรอกรายละเอียด จากนั้นแพทย์จะเป็นคนส่งเอกสารนี้กลับไปที่บริษัทเอง

เอกสารการซื้อยา (Apothekerschein UVG) หากต้องใช้ยาในการรักษาก็นำเอกสารแผ่นนี้ ไปให้ร้านขายยา เขาจะจัดยาให้ตามใบสั่งแพทย์ ร้านขายยาจะเก็บเอกสารนี้ไว้แล้วส่งไปเก็บเงินค่ายาที่บริษัทโดยตรง เราไม่ต้องจ่าย

อีกใบหนึ่งคือ รายงานการรักษาเนื่องจากอุบัติเหตุครั้งนี้ (Unfallsschein UVG) ให้เราเก็บไว้ เมื่อไปรับการรักษา จะต้องให้แพทย์หรือนักายภาพลงบันทึกรายวันไว้ เราจะต้องถ่ายเอกสารส่งกลับไปที่บริษัทที่ทำงานทุกครั้ง จากนั้นบริษัทจะส่งต่อไปยังบริษัทประกันภัย

หลังจากรักษาด้วยรองเท้าพิเศษผ่านไป 1 อาทิตย์ ฉันก็ไปหาหมอตามนัด เพื่อเอ็กซเรย์ซ้ำ ผลปรากฏว่า กระดูกยังอยู่ในลักษณะเดิม ไม่เคลื่อน จึงไม่ต้องผ่าตัด และให้ใส่รองเท้าพิเศษคู่นี้ ต่อไปอีก 5 อาทิตย์ และหมอครั้งต่อไปวันที่ 28 มีนาคม ฉันได้ใบรับรองแพทย์ใหม่ ให้หยุดงานไปจนถึง 31 มีนาคม พ.. 2562 โดยได้เงินตามเปอร์เซ็นต์ที่ฉันทำงาน และค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด บริษัทประกันเป็นคนจ่ายให้

จากที่เล่ามาทั้งหมด จะเห็นได้ว่า ถึงแม้เราจะไม่ประมาทในการทำงาน แต่เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นได้ ที่สำคัญก็คือ เมื่อเกิดขึ้นแล้ว เราต้องรู้ว่าเราจะต้องทำอะไรเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองตามสิทธิที่พึงมีพึงได้ กับสิ่งที่เกิดขึ้นแบบไม่คาดฝัน ที่เรียกว่าอุบัติเหตุ นี้ แต่ดีที่สุด คือ อย่าให้เกิดขึ้นเลยไม่ว่ากับใคร ๆ นะคะ

กลับ

Add a comment