ว่าด้วยสัญญาจ้างงาน (อีกครั้ง)

(comments: 0)

ว่าด้วยสัญญาจ้างงาน (อีกครั้ง)

 

พัทยา เรือนแก้ว

 

นิตยสารดีฉบับนี้ตั้งหัวข้อไว้ว่า งาน ก็เลยคิดว่า เรามาคุยกันเรื่องสัญญาการจ้างงานกันอีกสักครั้ง จะพูดว่า rerun หรือrevisited ก็ได้ ด้วยว่า ได้นำบทความว่าด้วย สัญญา และสัญญาการจ้างงานที่เคยตีพิมพ์ในนิตยสารดีฉบับที่ 13/2013 และ 14/2013 มาปรับเพิ่มเติมให้เป็นไปตามบทบัญญัติในปัจจุบัน เริ่มด้วยความหมายของคำว่า สัญญา ค่ะ

 

สัญญา คืออะไร

สัญญา คือ ข้อตกลงระหว่างสองฝ่าย บางครั้งอาจเป็นหลายฝ่าย ซึ่งอาจจะเป็นได้ทั้งตัวบุคคล หรือนิติบุคคล (เช่น องค์กร สมาคม ฯลฯ) หรืออาจเป็นหน่วยงานรัฐ หรือแม้แต่รัฐ และประเทศ ว่า จะกระทำการ หรืองดเว้นที่จะกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งแก่กันและกัน

สัญญา มีหลายแง่มุม ในเชิงสังคม สัญญา เป็นตัวประสาน กำหนด จัดการ พฤติกรรมทางสังคม ให้แต่ละคนหรือแต่ละฝ่ายมีพันธะหน้าที่ต่อกันและกัน นั่นคือ การที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด สัญญา กับอีกฝ่ายหนึ่งว่า จะทำหรือไม่ทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง และอีกฝ่ายหนึ่งก็จะต้องทำ หรือไม่ทำอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นการตอบแทนเช่นกัน ซึ่งจะต้องเป็นไปโดยความสมัครใจ ดังนั้นความสัมพันธ์ที่จะเกิดขึ้นระหว่างทั้งสองฝ่ายจึงเป็นสิ่งที่สามารถคาดการณ์ได้

ในทำนองเดียวกัน สัญญา ในเชิงกฎหมาย ก็คือข้อตกลงระหว่าง หรือเจตจำนงค์ของ อย่างน้อยตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไป ที่มีร่วมกันที่จะกระทำ หรือไม่กระทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งจะมีพันธะผูกพันต่อกันทางกฎหมาย หรือเป็นข้อตกลงที่อาจให้มีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขบังคับทางกฎหมายบางอย่าง เช่น การทำสัญญาคู่สมรส ที่จะไม่ให้ใช้กฎระเบียบข้อหนึ่ง ๆ เป็นต้น

 

สัญญา เกิดขึ้นได้เมื่อใด

สัญญา จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ มีฝ่ายหนึ่งยื่นข้อเสนอ หรือความต้องการว่า ต้องการตกลงเรื่องอะไร หรือมีอะไรมาเสนอ และข้อเสนอต้องมีรายละเอียดเพียงพอ และมีการอธิบายชัดเจนถึงข้อกฎหมายที่จะมามีผลบังคับ เพื่อให้อีกฝ่ายหนึ่งสามารถเข้าใจและตอบรับได้ รวมทั้งสามารถที่จะต่อรองได้ ขั้นตอนของการเกิด สัญญา อาจเป็นดังนี้

- ฝ่ายหนึ่งเสนอข้อตกลงที่ต้องการ

- อีกฝ่ายพิจารณาไตร่ตรอง ชั่งน้ำหนักความเหมาะสม

- ยื่นเงื่อนไขต่อรอง มองหาจุดประสาน หรือเงื่อนไขที่รับได้ทั้งสองฝ่าย

- ตกลงกระทำเป็นข้อสัญญาระหว่างกัน

 

รูปแบบของสัญญา

ตามความหมายของอาจารย์ไพจิตร ปุญญพันธุ์ (2553, 141) สัญญา อาจแบ่งได้เป็น 2 รูปแบบ

1. สัญญาโดยชัดแจ้ง จะมีอยู่สองลักษณะคือ

. สัญญา ที่เป็นลายลักษณ์อักษร และมีรูปแบบฟอร์มตามกฎหมายกำหนด อันได้แก่ การทำสัญญาซื้อขายที่ดิน การโอนมอบกรรมสิทธิ์การถือหุ้น ซึ่งต้องกระทำต่อหน้าทนาย (Notar) รวมทั้งทนายต้องลงนามรับรอง และสัญญาอีกอย่างหนึ่งที่จะต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรเสมอ คือ สัญญาการจ้างงาน ที่มีการกำหนดระยะเวลาการจ้าง

. สัญญาปากเปล่า (mündlicher Vertrag) เป็นสัญญา ที่ตกลงกันด้วยคำพูด ไม่มีตัวเอกสารให้ลงลายมือชื่อรับรองหรืออาจเกิดขึ้นได้ในระหว่าง การสนทนาทางโทรศัพท์ หรือทางอีเมล์ เช่น พวกที่หลอกขายของ หรือหลอกให้สมัครเป็นสมาชิกโนนนี่ทางโทรศัพท์ หรือที่หลอกให้คลิกในเว็ปไซต์ เป็นต้น

2. สัญญา หรือการรับข้อตกลงระหว่างกัน ที่เรียกว่า สัญญาโดยปริยายในข้อเท็จจริง (implied-in-fact contract หรือ schlüssiges Verhalten หรือ Konkludentes Handeln ตามกฎหมายเยอรมัน) อาจเกิดขึ้นได้ แม้นว่าจะไม่ได้มีการยื่นข้อเสนอ ข้อตกลงอย่างชัดเจน แต่อาจเป็นด้วย อาการ อากัปกิริยา หรือการกระทำ ที่แสดงให้เห็นเจตจำนงค์ สัญญาที่เกิดขึ้นในลักษณะนี้ เรามักเจอะเจอกันอยู่เสมอในชีวิตประจำวัน เช่น การขึ้นรถรางประจำทาง

- รถราง (Straßenbahn) กำลังแล่นมาจอดที่ป้าย รถรางแสดงอาการให้เห็นว่า กำลังยื่นข้อเสนอว่า “พร้อมที่จะบรรทุกผู้โดยสารไปถึงที่ที่ต้องการ” เงื่อนไขคือ ผู้โดยสารต้องจ่ายค่าโดยสาร

- ผู้โดยสารเมื่อก้าวขึ้นรถราง ก็แสดงให้เห็นเจตนาว่า “ฉันยอมรับข้อเสนอที่รถรางเสนอว่าจะพาไปส่งที่ที่ต้องการไป”

ตรงนี้ รถรางกับผู้โดยสารได้มีสัญญาผูกพันธ์กันแล้ว หากผู้โดยสารไม่เสียค่าโดยสาร ก็จะมีโทษ เช่น โดนปรับ และหากรถรางไม่ไปส่ง ผู้โดยสารก็อาจเรียกร้องค่าโดยสารคืน

หรือในร้านมีขนมปัง และขนมอบอื่น ๆ วางเรียงรายพร้อมป้ายติดราคา (ข้อเสนอของทางร้าน) หากว่า เราชี้บอกว่าต้องการขนมปังและขนมอบนั้น ๆ แล้วคนขายส่งยื่นขนมปังและขน มอบนั้นข้ามแผง(หรือตู้)ที่วางขนมนั้นมาให้ และเรารับขนมปังและขนมอบนั้นมา ตามกฎหมาย เราก็ทำสัญญาซื้อขายขนมปังและขนมอบไปแล้ว

ที่กล่าวไปข้างต้นเป็นความหมายของ สัญญา อย่างกว้าง ๆ ที่นี่เรามาดูเรื่องสัญญาการจ้างงาน

 

สัญญาการจ้างงาน

สัญญาการจ้างงาน คือ สัญญา ที่ทำขึ้นระหว่าง นายจ้าง (Arbeitgeber) และลูกจ้าง (Arbeitnehmer) เป็นการกำหนด หรือเป็นตกลงเกี่ยวกับ สิทธิและหน้าที่ของนายจ้าง และลูกจ้าง โดยหลักแล้วก็คือ นายจ้างจะต้องค่าจ้างให้ลูกจ้างตลอดเวลาที่ลูกจ้างทำงานให้ จะได้มากน้อยแค่ไหนก็แล้วแต่จะตกลงกัน ฝ่ายลูกจ้างก็จะทำงานให้แก่นายจ้าง นอกจากนี้จะต้องซื่อสัตย์ เพื่อรักษาประโยชน์ของนายจ้าง นั่นคือ ไม่นำข้อมูลเกี่ยวกับงบดุล ลูกค้า หรือราคาของบริษัทไปเผยแพร่ หรือไปทำงานในกิจกาจอย่างเดียวกันในสถานประกอบการที่เป็นคู่แข่ง สิทธิ หน้าที่ และเงื่อนไขต่าง ๆ เหล่านี้จะมีกำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่ง (Bürgerlichen Gesetzbuch (BGB)) มาตรา 611 – 630

สัญญาการจ้างงานนั้น อาจทำด้วยวาจา หรือ เป็นลายลักษณ์อักษร ก็ได้ ทั้งสองแบบมีผลตามกฎหมายเช่นกัน

แต่ สัญญาการจ้างงานที่กำหนดระยะเวลาการจ้าง (zeitlich befristeter Arbeitsvertrag) จะต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น จะทำด้วยวาจาไม่ได้

สัญญาการจ้างงานด้วยวาจา (mündlicher Arbeitsvertrag) ส่วนประกอบที่สำคัญก็คือ ข้อเสนอ (งาน) ที่นายจ้างเสนอและ การตอบรับข้อเสนอนั้นของลูกจ้าง คำตอบรับก็อาจะเป็น เช่น “Ja” “akzeptiert” หรือ “einverstanden” ในส่วนอื่น ๆ ทั้งสองฝ่ายก็สามารถที่จะตกลงกันได้ด้วยวาจาโดยไม่ต้องมีแบบฟอร์มอะไร เช่น สมสวยชวนสมสมัยให้ไปทำงานนวดในร้านของตน โดยบอกว่าจะให้ค่าแรงชั่วโมงละ 12 ยูโร สมสมัยพิจารณาแล้ว ก็เอ่ยว่า “ตกลงค่ะ” เท่านี้ก็ถือว่า ทั้งสองทำสัญญาการจ้างงานกันแล้ว จากนั้นสมสวยและสมสมัยอาจตกลงเรื่องอื่น ๆ กันต่อ เช่น วันเริ่มงาน ระยะเวลาทำงาน

เนื่องจากสัญญาการจ้างงานด้วยวาจานี้ เป็นการตกลงกันด้วย คำพูด ไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับข้อตกลงต่าง ๆ ที่คู่สัญญาพูดตกลงกันไว้ ในกรณีนี้เพื่อความชัดเจนลูกจ้างมี สิทธิ ที่จะร้องขอให้นายจ้างจัดทำบันทึกหลักฐานเกี่ยวกับข้อตกลงที่สำคัญในการจ้างงานเป็นลายลักษณ์อักษรมอบให้แก่ลูกจ้าง ทั้งนี้แม้นว่า สัญญาการจ้างงานด้วยวาจาจะมีผลตามกฎหมายก็จริง แต่เมื่อมีปัญหาโต้เถียงในเรื่องต่าง ๆ ก็จะเป็นเรื่องยากที่จะหาหลักฐานมายืนยัน การที่จะขอให้เพื่อนร่วมงานมาเป็นพยานก็ไม่ใช่เรื่องง่ายโดยเฉพาะเมื่อเป็นปัญหาเรื่องค่าแรง

ดังนั้นเพื่อป้องกันปัญหาความยุ่งยากที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง อันเนื่องจากความไม่ชัดเจนเรื่องข้อตกลงต่าง ๆ การทำสัญญาจ้างงานเป็นลายลักษณ์อักษร (schriftlich) จึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะเอกสารที่เป็นลายลักษณ์อักษร สามารถยืนยันและใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายได้แน่นอนกว่า

สิ่งที่ควรรู้อีกประการหนึ่งเกี่ยวกับสัญญาจ้างงานก็คือ การจ้างงานที่จำกัดเวลาการจ้าง (zeitlich befristete Arbeitsverhältnisse) ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลานานเท่าไร จะต้องทำสัญญาการจ้างงานเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุระยะเวลาการจ้างชัดเจน หากไม่มี สัญญาการจ้างงานที่ระบุชัดเจนว่าจำกัดเวลา การจ้างงานจะไม่เป็นการจ้างที่จำกัดเวลา แต่จะกลายเป็น การจ้างแบบถาวร (unbefristete Arbeitsverhältnisse)

 

ข้อแนะนำ ก่อนที่จะเริ่มทำงานควรที่จะตกลงเกี่ยวกับการจ้างงานให้ชัดเจน ตามกฎหมายแล้วนายจ้างมีหน้าที่

- ที่จะต้องจัดทำสัญญาการจ้างงานเป็นลายลักษณ์อักษร ภายในระยะเวลาหนึ่งเดือน หลังจากที่ได้เริ่มงานตามที่ตกลงกันไว้ โดยจัดทำเป็นสองฉบับ

- ลงลายมือชื่อ (เซ็นชื่อ) ในสัญญาดังกล่าวนั้น และ

- มอบให้แก่ลูกจ้าง อ่านพิจารณา และลงลายมือชื่อรับรอง

- เมื่อทั้งสองฝ่ายเซ็นชื่อในสัญญาแล้ว แต่ละฝ่ายจะเก็บสัญญาการจ้างงานไว้คนละฉบับ

 

เนื้อหาของสัญญาการจ้างงาน

สัญญาการจ้างงาน ต้องมีเนื้อหาที่สำคัญ ดังต่อไปนี้

1. ชื่อ และที่อยู่ ของคู่สัญญา คือ ทั้งของนายจ้าง และลูกจ้าง

2. ระยะเวลาจ้างงาน (Dauer des Arbeitsverhältnisses)

ต้องระบุเวลาที่เริ่มทำงาน เช่น เริ่มทำงานตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2562

หากว่าเป็นการจ้างงานที่มีระยะเวลากำหนด เช่น 2 หรือ 3 ปี ต้องระบุระยะเวลาการจ้างานให้ชัดเจน เช่น ระยะเวลาการจ้างงาน 2 ปี เริ่มทำงานตั้งแต่ วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 ถึง วันที่ 30 มิถุนายน 2565

3. สถานที่ทำงาน Arbeitsort ว่าจะให้ทำงานที่ไหน ในกรณีที่ ลูกจ้าง อาจต้องไปทำงานหลาย ๆ ที่ ต้องระบุไว้ด้วยว่า ลูกจ้างอาจจะต้องไปทำงานในสถานประกอบการอื่นด้วย

4. ลักษณะงานที่ลูกจ้างจะต้องทำ (Tätigkeit หรือ Arbeitsverhältnisse) อาจเป็นการระบุกว้าง ๆ เช่น ลูกจ้างจะทำงานในตำแหน่งพนักงานเสริฟ

5. อัตราค่าจ้าง (Vergütung) รวมไปถึง เงินพิเศษต่าง ๆ ที่จะได้ด้วย เช่น เงินเพิ่มเติมกรณีที่อยู่เมืองใหญ่ (Zulage) หรือ เงินพิเศษ (Zuschläge) ให้เป็นค่ารถ เงินโบนัส เป็นต้น และต้องระบุด้วยว่า จะจ่ายเมื่อไร ทุก ๆ วันสิ้นเดือน หรือวันที่ 15 ของเดือน

6. ระยะเวลาการทำงาน (vereinbarte Arbeitszeit) ว่าทำงานวันละกี่ชั่วโมงต่อวัน รวมทั้งหมดกี่ชั่วโมงต่ออาทิตย์ เช่น ทำงานทั้งสิ้น 30 .. ต่ออาทิตย์ ๆ ละ 4 วัน เป็นต้น

7. วันหยุดพักผ่อนรายปี (Erholungsurlaub) ระบุว่า แต่ละปีลูกจ้างจะได้วันหยุดพักผ่อนกี่วัน ซึ่งต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด

8. การบอกเลิกจ้าง การบอกเลิกสัญญา (Kündigung) และ ระยะเวลาล่วงหน้าที่ต้องบอกในกรณีที่จะเลิกสัญญา (Kündigungsfristen) ซึ่งระบุไว้ว่า การจะบอกเลิกจ้าง หรือบอกเลิกสัญญาการจ้าง ไม่ว่าจะเป็นจากฝ่ายนายจ้าง หรือลูกจ้าง จะต้องทำอย่างไร และระยะเวลาที่ต้องบอกล่วงหน้ามีระยะเวลาเท่าไร เช่น การบอกเลิกสัญญา นายจ้างต้องแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้า 30 วัน เป็นต้น

นอกจากเนื้อหาหลัก ๆ ข้างต้นแล้ว ในสัญญาการจ้างงานอาจจะมีข้อตกลงอื่น ๆ ที่นอกเหนือไปจากนี้ด้วยก็ได้ เช่น ระบุถึงเรื่องเงินค่าทำงานล่วงเวลา ข้อตกลงกรณีเจ็บไข้ได้ป่วย ข้อบังคับที่ลูกจ้างต้องพึงกระทำ (Verpflichtung) เช่น ห้ามไปทำงานให้คนอื่น หรือ ทำงานหลายที่พร้อมกัน ต้องรักษาความลับของบริษัท เป็นต้น

ข้อตกลงต่าง ๆ ในสัญญาการจ้างงานเป็นสิ่งที่สามารถต่อรองกันได้ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ดังนั้นเมื่อนายจ้างให้สัญญาการจ้างงานมา ลูกจ้างไม่จำเป็นต้องเซ็นชื่อยินยอมพร้อมใจทันที ลูกจ้างสามารถขอเวลานำสัญญาไปหารือ หรือปรึกษาผู้รู้ก่อนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกณีของคนต่างชาติ เช่น คนไทย ซึ่งอาจจะไม่เชี่ยวชาญในภาษาราชการเยอรมันนัก อาจขอเวลาไปทบทวน ตัดสินใจ และหากว่าหารือกับผู้รู้แล้ว มีข้อตกลงบางข้อที่ไม่พอใจ อาจขอต่อรองปรับเปลี่ยนเนื้อหาในสัญญาการจ้างงานได้ เพราะสัญญานั้นเป็นการตกลงร่วมกันระหว่างสองฝ่าย ที่ทั้งสองฝ่ายต้องเห็นชอบร่วมกัน และในกรณีที่เป็นคนต่างชาติ สามารถขอให้นายจ้างแปลสัญญาการจ้างงานเป็นภาษาของตนได้

 

การบอกเลิกสัญญาการจ้างงาน

การจะบอกเลิกสัญญาการจ้างงาน สามารถกระทำได้ทั้งจากฝ่ายลูกจ้าง และนายจ้าง

การบอกเลิกสัญญาการจ้างงานจากฝ่ายลูกจ้าง ก็คือ การบอกเลิกการทำงานกับนายจ้าง ไม่ว่าจะเป็นด้วยความเครียดจากหน้าที่การงาน หรืองานที่มากเกินไปจนทำให้ไม่มีเวลา หรือต้องการแสวงหาโอกาสที่ดีกว่า เป็นสิ่งที่ทำได้ ขั้นตอนที่แนะนำในการที่จะบอกเลิกสัญญาการจ้างงานก็คือ

1. ศึกษาเงื่อนไขการบอกเลิกสัญญาการจ้างงานที่ระบุไว้ในสัญญาการจ้างงานให้เข้าใจ โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับระยะเวลาที่จะต้องแจ้งนายจ้างล่วงหน้า ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้มีการฟ้องร้องกันในศาลแรงงาน หากว่าในสัญญาการจ้างงานไม่ได้ระบุระยะเวลาที่ต้องบอกล่วงหน้า (Kündigungsfrist) ก็ให้ถือตามกฎหมายว่าด้วยระยะเวลาที่ต้องบอกล่วงหน้าในกรณีที่จะบอกเลิกสัญญาการจ้างงาน นั่นคือ 4 สัปดาห์ จนถึงวันที่ 15 หรือ วันสุดท้ายของเดือน การบอกเลิกสัญญาการจ้างงานในช่วงระยะทดลองงาน (Probezeit) ระยะเวลาดังกล่าว อยู่ที่ 14 วัน

2. แจ้งให้นายจ้างทราบถึงการเปลี่ยนงาน (กรณีที่ได้งานใหม่) โดยไม่รั้งรอ หรือแจ้งให้ทราบตามกำหนดระยะเวลาที่ต้องบอกล่วงหน้า ตามที่ระบุในสัญญาการจ้างงาน ไม่ใช่ว่า บอกเพื่อร่วมงานก่อน แล้วจึงบอกนายจ้าง

3. ยื่นเรื่องขอลาออกจากงานต่อนายจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร

4. เตรียมสรุปงาน เพื่อส่งมอบงานให้กับคนงานใหม่ที่จะมาทำหน้าที่แทน

5. เก็บข้าวของส่วนตัวออกจากห้องทำงาน หรือสถานที่ทำงานให้หมด

6. ให้ความใส่ใจเกี่ยวกับเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการทำงานต่าง ๆ เช่น ใบกำกับตัวผู้เสียภาษี (Lohnsteuerkarte) หนังสือรับรองการทำงาน (Arbeitszeugnis) เอกสารเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเริ่มงานใหม่จึงควรที่จะขอให้นายจ้างคืน หรือออกให้

7. คืนเอกสารต่าง ๆ ของบริษัท รวมทั้งกุญแจห้องทำงาน หรือ กุญแจเข้าออกบริษัท หรือสถานประกอบการ

 

หากว่า การบอกเลิกสัญญา ไม่สามารถทำได้ในระยะเวลาอันสั้น ทั้งนี้อาจเป็นด้วยว่า ระยะเวลาที่ต้องบอกล่วงหน้านั้นกำหนดไว้นาน ทางเลือกอีกทางหนึ่งก็คือ การทำสัญญายกเลิกสัญญาเดิม (Aufhebungsvertrag) สิ่งที่ต้องพึงระวังในกรณีนี้ คือ สำนวนที่ใช้เกี่ยวกับ เหตุผลในการทำสัญญายกเลิกฯนี้ นั่นคือ ไม่ควรที่จะมีคำว่า in gegenseitigen Einvernehmen ซึ่งตีความได้ว่า คุณถูกไล่ออก สำนวนที่ใช้ควรที่จะแสดงให้เห็นว่า การทำสัญญายกเลิกฯนี้เป็น ความริเริ่มของลูกจ้างเอง เพื่ออนาคตในอาชีพที่ดีกว่า เช่น "auf besonderen Wunsch von..." und "zu unserem großen Bedauern haben wir das Arbeitsverhältnis gemeinsam vorzeitig aufgelöst, um den Wechsel zu ermöglichen".

กรณีที่บอกเลิกสัญญา แล้วยังมีวันหยุดพักผ่อนเหลือ ลูกจ้างสามารถที่จะขอใช้สิทธิในวันหยุดที่เหลือได้ จะเหลือกี่วันนั้น จะมีวิธีคิดตามกฎหมาย และหากว่าลูกจ้างไม่ใช้สิทธิหยุดพักผ่อนนี้ อาจจะขอให้นายจ้างจ่ายเป็นตัวเงินแทนก็ได้ ซึ่งเรื่องนี้ค่อนข้างมีรายละเอียดปลีกย่อย จึงจะไม่นำมาเขียนในที่นี้

อย่างไรก็ตาม ลูกจ้างควรบอกเลิกการจ้างงานอย่างระมัดระวัง ควรให้เป็นการจากกันด้วยดี เพราะนายจ้าง คือผู้ที่จะเขียนหนังสือรับรองการทำงาน (Arbeitszeugnis) หากว่าจากกันด้วยสัมพันธภาพที่เลวร้าย หนังสือรับรองการทำงานก็คงออกมาไม่งาม และหนังสือรับรองการทำงานก็เปรียบเสมือนใบเบิกทางอย่างหนึ่งที่จะทำให้สามารถหางานใหม่ได้

อีกประการหนึ่งที่อาจต้องคำนึงถึงก็คือ หากว่า ลูกจ้างเป็นฝ่ายขอลาออกเอง ทางสำนักแรงงานจะไม่จ่ายเงินตกงานเป็นเวลาสามเดือน แต่จะเริ่มจ่ายเงินตกงานเมื่อเข้าเดือนที่สี่

ดังนั้น ก่อนที่จะบอกเลิกสัญญาการจ้างงาน ก็น่าที่จะได้งานใหม่ และเซ็นสัญญาการจ้างงานกับนายจ้างใหม่แล้ว

 

การบอกเลิกสัญญาการจ้างงานจากฝ่ายนายจ้าง สามารถทำได้ด้วยเหตุผล 3 ประการ

- เหตุอันเนื่องจากสถานประกอบการเองที่เรียกว่า betriebsbedingte Kündigung ส่วนมากมักจะเกิดขึ้นเมื่อสถานประกอบการประสบปัญหา อาจเป็นด้านรายได้ หรือการปรับเปลี่ยนการผลิต ที่ทำให้ไม่สามารถที่จะเก็บตำแหน่งงานของลูกจ้าง หรือไม่สามารถจ่ายค่าแรงลูกจ้างได้ต่อไป หรือเมื่อสถานประกอบการปิดตัว หรือเปลี่ยนเจ้าของ

- เหตุเนื่องมาจากตัวของลูกจ้างเอง (personenbedingte Kündigung)ที่ทำให้นายจ้างเห็นว่า ลูกจ้างไม่สามารถที่จะทำงานให้บรรลุผลได้ตามที่ตกลง ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากการเจ็บป่วยทางกาย หรือจิตใจ แต่ก่อนที่จะบอกเลิกการจ้างงานนายจ้างต้องพูดคุยหาข้อสรุปกับลูกจ้างก่อน

- เหตุเนื่องมาจากพฤติกรรมการทำงานของลูกจ้าง (verhaltensbedingte Kündigung) นั่นคือเมื่อลูกจ้างไม่ได้ทำงานเต็มที่ตามที่ตกลงกันไว้ใสัญญาการจ้างงาน อันถือเป็นการละเมิดสัญญาการจ้างงาน พฤติกรรมดังกล่าว เช่น การไม่ยอมทำงานบางอย่างที่ได้รับมอบหมาย หยุดงานเอง หรือมาทำงานช้าเป็นอาจิณ

นอกจากเหตุสามประการนี้แล้ว ดูเหมือนว่าการบอกเลิกสัญญาการจ้างงานจากฝ่านนายจ้างเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก

 

450-Euro-Job ก็ต้องมี สัญญาการจ้างงาน

คนส่วนใหญ่ มักคิดกันว่า การทำงานที่เรียกกันว่า Minijob หรือ 450-Euro-Job ซึ่งถือว่าเป็นการทำงานที่เข้าข่าย การทำงานที่มีรายได้น้อย (geringfügige Arbeit) อันเป็นการทำงานที่ลูกจ้างไม่ต้องเสียภาษีรายได้ และไม่ต้องจ่ายเบี้ยประกันสังคมใด ๆ ไม่ว่าจะเป็น เบี้ยประกันสุขภาพ เบี้ยประกันการตกงาน เบี้ยสะสมเงินเลี้ยงชีพในวัยชรา (ซึ่งแน่นอนเมื่อไม่จ่ายเบี้ยประกันสังคม ก็ไม่ได้สวัสดิการตรงนี้ และที่จริงแล้ว ในส่วนเบี้ยประกันสังคม คนที่ประหยัดก็คือ นายจ้างนั่นเอง) ไม่จำเป็นต้องมีการทำสัญญาการจ้างงาน

อันที่จริงแล้ว เรื่องนี้ไม่จริงเลย

การทำงานประเภทนี้ นายจ้างกับลูกจ้าง มักจะตกลงกันด้วยวาจา (mündlich) ซึ่งในกรณีนี้ ก็ถือว่าเป็นการทำสัญญาด้วยวาจา และมีผลเหมือนกับ สัญญาการจ้างงานที่เป็นลายลักษณ์อักษร แต่ดังได้กล่าวมาแล้วในตอนต้น การทำสัญญาการจ้างงานด้วยวาจามักมีปัญหาในแง่การหาหลักฐานยืนยันข้อตกลงในกรณีมีปัญหาขัดแย้งเกิดขึ้น

แม้นว่าจะทำสัญญาการจ้างงานด้วยวาจาไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ช้าที่สุดภายในระยะเวลา หนึ่ง เดือน หลังจากที่เริ่มงาน นายจ้างจะต้อง จัดทำเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษรให้แก่ลูกจ้าง ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับข้อตกลงเรื่องการทำงาน และข้อตกลงที่สำคัญอื่น ๆ อันได้แก่ ลักษณะงาน สถานที่ทำงาน ระยะเวลาการทำงาน ค่าจ้าง รวมทั้ง ระยะเวลาที่ต้องแจ้งก่อนในกรณีที่จะออกจากงาน เป็นต้น

และแม้นว่าจะทำงานมานานพอควร และนายจ้างก็ยังไม่ได้ให้ เอกสารยืนยันการจ้างงาน ก็ถือว่า สัญญาการจ้างงานด้วยวาจา นั้นมีผล แต่หากว่า เกิดความขัดแย้ง กันขึ้น และต้องมีเรื่องราวถึงศาลแรงงาน ก็จะมีปัญหาในการแสดงหลักฐานการจ้างงานแบบรายได้ต่ำนี้ เพราะ สัญญาด้วยวาจา มีน้ำหนักน้อยมากในศาล

สิ่งสำคัญที่ควรรู้ ก็คือ ลูกจ้างที่ทำงานลักษณะ 450-Euro-Job หรือ Minijob นั้น มีสิทธิมีเสียงเท่าเทียมกับ ลูกจ้างที่ทำงานเต็มเวลา นั่นคือ มีสิทธิที่จะได้ วันหยุดพักผ่อน (Urlaub) รวมทั้งได้รับความคุ้มครอง ในกรณีถูกไล่ออก และในกรณีที่ตั้งครรภ์และมีบุตร (Kündigungs- und Mutterschutz)

นอกจากนี้เมื่อจะเซ็นสัญญาการจ้างงานลักษณะ Minijob ควรจะใส่ใจกับจำนวนเงินต่าง ๆ ที่จะได้รับนอกเหนือจากค่าแรง เพราะหากว่า ค่าแรง และเงินต่าง ๆ เช่น เงินสำหรับวันหยุดพักผ่อน (Urlaubsgeld) เงินวันคริสต์มาส (Weihnachtsgeld) เมื่อรวมกันแล้วเกิน 450 ยูโรต่อเดือน หรือ 5,400 ยูโรต่อปี การทำงานก็จะไม่เป็น Minijob อีกต่อไป และนั่นก็หมายถึง หน้าที่ที่จะต้องจ่ายภาษีและเบี้ยประกันสังคมต่าง ๆ

การทำงาน Minijob หลายแห่งก็เช่นเดียวกัน หากว่ารายได้จากการทำงานทั้งสองแห่งรวมกันแล้วมากกว่า 450 ยูโรต่อเดือน หรือ 5,400 ยูโรต่อปี ก็จะถือว่า เป็นการทำงานทั้งสองแห่งนั้นจะไม่ถือว่าเป็น Minijob อีกต่อไป และคนทำงานดังกล่าวก็มี หน้าที่ที่จะต้องจ่ายภาษีและเบี้ยประกันสังคมต่าง ๆ

 

ท้ายนี้ขอนำบทส่งท้ายที่เคยกล่าวไปแล้วในนิตยสารดีฉบับก่อนมาเสนออีกครั้ง นั่นคือ ท่านผู้ใดที่กำลังจะได้ทำงาน หากนายจ้างยังไม่ได้จัดทำสัญญาการจ้างงานเป็นลายลักษณ์อักษรให้ ก็อย่าลืมถามไถ่ หรืออาจรอสักระยะหนึ่ง (แต่ก็ไม่ควรนานกว่า หนึ่งเดือน) แล้วถามหา สัญญาการจ้างงาน และหากว่า นายจ้างทำสัญญาการจ้างงานให้แล้ว ก็ลองนำมาให้ผู้รู้อ่านดู เพื่อให้แน่ใจได้ว่าเป็นสัญญาที่ยุติธรรม

สุดท้ายมีข้อมูลเกี่ยวกับสัญญาการจ้างงานตามกฎหมายเยอรมัน เป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกมาฝากค่ะ เปิดไปอ่านเพิ่มเติมได้เลยที่ https://www.arbeitsvertrag.org/ebook-erster-arbeitsvertrag.pdf

 

 

ข้อมูลจาก

http://abc-recht.de/ratgeber/arbeit/tipps/arbeitsvertrag.php

http://www.zurecht.de/ratgeber/arbeitsvertrag/minijob-arbeitsvertrag/

http://www.wissen.de/was-ist-bei-der-kuendigung-zu-beachten

wikipedia offline

https://de.wikipedia.org/wiki/Schlüssiges_Handeln

ไพจิตร ปุญญพันธุ์ (2553) คำมั่นสัญญา ตุลพาห เล่มที่ 1 ปี 57(..-เม.. 2553) . 139-151 ค้นเมื่อ 25 มี.. 2562 จาก

http://elib.coj.go.th/Article/d57_1_8.pdf

 

กลับ

Add a comment