สุขภาพและการทำงาน (2)

(comments: 0)

สุขภาพและการทำงาน (2)

โดย วันวิสา ช่างเหล็ก

 

ในฉบับที่แล้วผู้เขียน ได้กล่าวถึงโรคภัยที่เกิดขึ้นกับคนในวัยทำงาน การสังเกตอาการ และวิธีการรักษา ในฉบับนี้ขอนำเสนอคำถามที่ผู้รับบริการสอบถามกันมามากที่สุด และคำแนะนำ มาให้อ่านกันนะคะ เผื่อผู้อ่านมีปัญหาตรงกับข้อไหนบ้าง จะได้ลองตรวจสอบกันดูค่ะ

 

คำถามทั่วไป

1.Q : ชอบกลั้นปัสสาวะขณะทำงาน หากยังทำงานไม่เสร็จจะไม่ยอมเข้าห้องน้ำ ระยะหลังรู้สึกว่าฉี่กะปริบะปรอย อาการดังกล่าวบ่งบอกว่าเริ่มป่วยแล้วใช่ไหมคะ
A : การกลั้นปัสสาวะจะทำให้กล้ามเนื้อหูรูดที่กระเพาะปัสสาวะอ่อนแรง เมื่อกล้ามเนื้ออ่อนแรงจึงไม่สามารถกลั้นปัสสาวะได้ การฉี่กะปริบกะปรอยถือเป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนว่า กล้ามเนื้อส่วนนั้นไม่แข็งแรงดังเดิม นอกจากนี้ การกลั้นปัสสาวะจะทำให้เชื้อโรคที่อยู่ในปัสสาวะลุกลามไปที่ไตและกรวยไต ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ และกรวยไตอักเสบ ทางที่ดีจึงไม่ควรกลั้นปัสสาวะ

2.Q : เข้าทำงานช่วงบ่ายและเลิกประมาณสี่ทุ่ม ทำให้ติดนิสัยกินอาหารตอนกลางคืนแล้วนอนเลย ช่วงหลังรู้สึกว่าตื่นขึ้นมาแล้วเจ็บคอ หลังกินอาหารบางมื้อจะจุกลิ้นปี่และแสบร้อนกลางอก ควรทำอย่างไรดี
A : อาการดังกล่าว คือ อาการของโรคกรดไหลย้อน เกิดจากกล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารส่วนล่างมีการคลายตัวอย่างผิดปกติ ทำให้กรดจากกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นไปในหลอดอาหาร สาเหตุมาจากการกินอาหารรสจัด ของมัน ของทอด และน้ำอัดลม รวมทั้งพฤติกรรมการกินอาหารแล้วนอนทันที การปรับพฤติกรรมการกินจะช่วยเยียวยาอาการได้ส่วนหนึ่ง โดยงดกินอาหารรสจัด ของทอด อาหารฟาสต์ฟูด อย่างน้อย 3 ชั่วโมงก่อนนอนไม่ควรกินอาหาร ผ่อนคลายความเครียด และออกกำลังกาย


3.Q : หลังกินอาหารเที่ยงมักมีอาการท้องอืด ไม่ทราบว่าเกิดจากอะไร
A : อาการท้องอืดเกิดจากการที่กระเพาะอาหารถูกสมองแย่งเลือดและออกซิเจนไปใช้ กระบวนการดูดซึมอาหารจึงทำงานบกพร่อง ทำให้อาหารไม่ย่อย ท้องอืด เรอ ผายลม รวมไปถึงท้องผูก ดังนั้น ควรทำงานที่ใช้สมองหลังกินข้าวแล้วอย่างน้อยสองชั่วโมง หากไม่สามารถทำได้ แนะนำให้ดื่มน้ำสองแก้วก่อนมื้ออาหารหนึ่งชั่วโมง และดื่มน้ำอีกหนึ่งถึงสองแก้วประมาณสองชั่วโมงหลังมื้ออาหาร เพื่อเพิ่มการหลั่งน้ำย่อยและกระตุ้นเอนไซม์ที่จำเป็นต่อการย่อยอาหาร


4.Q : ทุกครั้งที่ประชุมงานจะมีอาการปวดไมเกรนจนอาเจียน ไม่ทราบว่ามีวิธีการรักษาหรือเยียวยาอย่างไรบ้างคะ
A : การเยียวยาโรคไมเกรนด้วยวิถีธรรมชาติ คือการทำดีท็อกซ์ นอกจากการทำดีท็อกซ์ แล้วยังสามารถใช้วิธีวารีบำบัดควบคู่ไปด้วย ดังนี้
1.ห่อน้ำแข็งด้วยผ้าขนหนูผืนเล็ก แล้ววางลงบนศีรษะ หน้าผาก และท้ายทอย
2.จุ่มปลายนิ้วมือในน้ำแข็งจนปลายนิ้วเย็น แล้วใช้ปลายนิ้วคลึงศีรษะไปมา โดยเฉพาะบริเวณขมับและต้นคอ
3.แช่เท้าในอ่างที่ผสมน้ำร้อนพอทนได้กับน้ำส้มสายชู ความร้อนของน้ำจะทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น
4.นั่งแช่น้ำในอ่างน้ำร้อนสลับกับน้ำเย็น โดยนั่งหลังตรงเพื่อยืดกระดูกสันหลัง
หมายเหตุ : ควรวางห่อน้ำแข็งไว้บนศีรษะด้วยในขั้นตอนที่ 3-4

5.Q : ไม่มีปัญหาสายตาสั้นหรือยาว แต่หลังจากทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ตาจะพร่ามัว มองเห็นตัวหนังสือซ้อนกัน เกิดจากอะไร หากซื้อแว่นป้องกันรังสีจอคอมพิวเตอร์ที่วางขายตามท้องตลาดจะสามารถถนอมสายตาได้หรือไม่
A : สายตาพร่ามัวหลังทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน เกิดจากหลายสาเหตุดังนี้ 1.ตาแห้ง 2.กล้ามเนื้อตาล้า 3.มีปัญหาสายตาสั้น ยาว เอียงที่ไม่ได้แก้ไขให้ถูกต้อง และ 4.อัตราการกะพริบของจอภาพต่อวินาที (Screen Refresh Rate) ช้าเกินไป ซึ่งขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของการ์ดแสดงผลหน้าจอคอมพิวเตอร์ หากหน้าจอคอมพิวเตอร์มีอัตราการเปลี่ยนภาพต่ำกว่ามาตรฐาน คือ 85 (เฮิร์ทซ์) ต่อวินาทีอาจทำให้กล้ามเนื้อดวงตาล้าได้ การตรวจสอบสาเหตุของอาการตาพร่ามัวจะช่วยให้แก้ไขได้ตรงจุดมากขึ้น
ส่วนแว่นป้องกันรังสีจอคอมพิวเตอร์อาจเพิ่มความคมชัดได้เท่านั้น แต่ช่วยป้องกันรังสีไม่ได้ เพราะรังสีที่แผ่ออกมาจากจอคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันไม่มีอันตรายต่อดวงตาจนถึงขั้นก่อให้เกิดโรค
(เป็นคำตอบจาก รองศาสตราจารย์นายแพทย์ปริญญ์ โรจนพงศ์พันธุ์ ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

 

6.Q : ยืนขายของทั้งวันจนปวดขาและมีเส้นเลือดขอด ควรทำอย่างไรดี
A : การยืนหรือนั่งนาน ทำให้เกิดเลือดคั่ง และเกิดการอุดตันบริเวณลิ้นของหลอดเลือด หรือมีการอักเสบที่ผนังหลอดเลือดดำ จึงทำให้ผนังหลอดเลือดดำที่ชั้นใต้ผิวหนังเกิดการขยายตัวแบบผิดปกติ กลายเป็นเส้นเลือดขอดตามมา
ขณะทำงานจึงควรปรับเปลี่ยนอิริยาบถบ่อย นอกจากนี้ควรออกกำลังกาย เพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้กล้ามเนื้อลิ้นหลอดเลือดดำเปิดปิดได้สะดวก นอนยกขาให้สูงกว่าระดับหัวใจ โดยใช้หมอน หนุนบริเวณปลายเท้าหรือใต้หัวเข่า และหลีกเลี่ยงการสวมสเตย์หรือเสื้อผ้าที่รัดรูป เพราะจะทำให้ลิ้นของหลอดเลือดดำทำงานลำบากขึ้น

7.Q : ทำงานหนักจนไม่มีเวลาพักผ่อน ตื่นเช้าขึ้นมาวันหนึ่งรู้สึกว่าบ้านหมุน ทำอย่างไรดี จะเป็นโรคน้ำในหูไม่เท่ากันไหม
A : การทำงานหนักแล้วมีอาการวิงเวียนไม่ได้เกิดจากโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน แต่มักเกิดจากความเครียดสะสม เมื่อมีความเครียด ระบบต่าง ในร่างกายจะทำงานผิดปกติ เช่น สารอะดรีนาลีนหลั่งออกมามาก ตับปล่อยน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด และหัวใจเต้นเร็ว ทั้งหมดนี้เป็นสาเหตุให้เกิดอาการวิงเวียน มึนศีรษะได้

8.Q : ประกอบอาชีพประดิษฐ์งานฝีมือขาย เริ่มรู้สึกว่ามีอาการชาที่ปลายนิ้วมือ เกี่ยวข้องกันหรือไม่
A : อาการมือชา ปลายนิ้วชา เกิดได้จากหลายสาเหตุ คือ 1. ขาดวิตามินบี 1 เพราะกินอาหารไม่ถูกสัดส่วนและดื่มแอลกอฮอล์ 2.เกิดการกดทับของเส้นประสาทส่วนที่อยู่เหนือข้อมือ และ 3. เป็นโรคเส้นประสาทมือถูกบีบรัด ซึ่งเกิดจากการใช้ข้อมือในท่าทางที่ผิดติดต่อกันเป็นเวลานาน เช่น การเย็บผ้า ซักผ้า ใช้เมาส์คอมพิวเตอร์ ระยะแรกอาจเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตด้วยการเลิกดื่มแอลกฮอล์ กินแป้งไม่ขัดขาว และหยุดพักการใช้ข้อมือเป็นระยะ ขณะทำงาน หากยังไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์โรคหัวใจ

 

ภัยจากเครียด ความเครียดและปัญหาจากการทำงาน คือ ตัวการหลักที่บั่นทอนอารมณ์คนทำงานให้ขุ่นมัว หากปล่อยทิ้งไว้นานอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตได้

9.Q : ชอบเผลอตัวถอนผมเวลาทำงานจนหัวล้าน เป็นโรคจิตไหม
A : การดึงผมขณะมีความเครียด ถือเป็นการระบายออกอย่างหนึ่ง ส่วนใหญ่มักเป็นพฤติกรรมที่เป็นมาตั้งแต่เด็ก ไม่ถือว่าเป็นโรคจิต แต่หากมีพฤติกรรมบ่อยขึ้นและรุนแรงขึ้น เช่น ดึงจนผมบางเป็นหย่อม อาจต้องหาทางจัดการกับความเครียดด้วยวิธีอื่นและปรึกษาจิตแพทย์


10.Q : ทำงานเครียดจนนอนไม่หลับ ถ้านอนหลับก็ฝันเป็นเรื่องงาน
A : การฝันถึงเรื่องงานเป็นสัญญาณเตือนว่า เราหมกมุ่นกับเรื่องงานมากเกินไป ต้องแก้ไขด้วยการรู้จักแบ่งเวลาและความคิดให้ชัดเจนว่า เวลาใดควรให้ความสำคัญกับเรื่องใด ไม่นำงานกลับมาทำที่บ้าน และควรหาเวลาว่างหรือหากิจกรรมที่ชื่นชอบทำ เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด


11.Q : ขี้หงุดหงิด สมาธิสั้น และหลงลืมง่าย ทำให้ลืมว่า ต้องทำงานอะไรบ้าง

A : สมองของเราจะกำจัดเรื่องที่เข้ามาในสมองเป็นปกติอยู่แล้ว ดังนั้น เราต้องทำความเข้าใจว่า การหลงลืมเป็นเรื่องปกติ ไม่ควรใส่อารมณ์จนรู้สึกไม่พอใจ เพราะจะยิ่งทำให้ไม่มีสมาธิจดจ่อกับงาน ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ทางแก้ก็คือ ควรบอกตัวเองว่า ควรจดจำเรื่องที่สำคัญและกำจัดเรื่องที่ไม่จำเป็นออกจากสมองไปบ้าง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้สมองและป้องกันความเครียด


12.Q : เปลี่ยนที่ทำงานบ่อยมาก จนรู้สึกว่าตัวเองมีความอดทนต่ำ
A : ก่อนอื่นควรเลิกตำหนิตัวเอง เพราะการมองตนเองในแง่ลบจะทำให้รู้สึกว่าไม่สามารถทำสิ่งใดสำเร็จ จากนั้นให้ลองเขียนสิ่งที่เราไม่สามารถอดทนได้ลงในกระดาษ แล้วดูว่า เป็นปัจจัยภายในหรือภายนอก หากเป็นปัจจัยภายนอกเราคงไม่สามารถไปควบคุมได้ แต่หากเป็นปัจจัยภายใน เช่น ความคิด หรือทัศนคติ เราก็ควรปรับเปลี่ยนให้เป็นแง่บวกมากขึ้นและยอมรับความจริง วิธีนี้จะทำให้เราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ชอบได้นานขึ้น


13.Q : ไม่ชอบวันจันทร์ โดยเฉพาะเช้าวันจันทร์มักหงุดหงิดและอารมณ์เสีย มีวิธีแก้ไขอย่างไร
A : อาการไม่ชอบวันจันทร์มักเป็นในคนทำงานออฟฟิศ แก้ไขได้โดยหาสาเหตุว่า ทำไมถึงไม่ชอบ เช่น ไม่ชอบที่ทำงาน หรือทำกิจกรรมที่สมบุกสมบันในวันหยุดมากเกินไป เมื่อพบสาเหตุก็ให้แก้ด้วยการงดกิจกรรมดังกล่าว และบอกตัวเองว่าวันจันทร์คือวันเริ่มต้นแห่งสัปดาห์ทำงานเท่านั้น อีกสี่วันก็ถึงวันศุกร์แล้ว เท่านี้เราอาจรู้สึกดีขึ้นได้

 

14.Q : ทำงานในตำแหน่งประสานงานจึงต้องติดต่อกับเพื่อนร่วมงานทุกฝ่าย แต่เพื่อนร่วมงานมักจับกลุ่มแบ่งพวก ไม่ถูกกัน ทำให้ยากต่อการติดต่องานและวางตัว
A : ต้องทำความเข้าใจว่าที่ทำงานคือ สถานที่รวมตัวของคนหมู่มาก จึงไม่แปลกที่มีการรวมกลุ่มของบุคคลที่มีความชอบเหมือนกัน ดังนั้น เราจึงไม่จำเป็นต้องปฏิเสธการรวมกลุ่ม แต่ควรมองหากลุ่มคนที่ไม่ใช้เราเป็นเครื่องมือในการทำสิ่งไม่ดีและพูดคุยด้วยแล้วสบายใจ นอกจากนี้ยังไม่ควรตัดสัมพันธ์กับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพราะทำให้ยากต่อการทำงานและเกิดความขุ่นข้องหมองใจทั้งสองฝ่าย


15.Q : ขอวิธีผ่อนคลายความเครียดแบบง่ายสำหรับคนทำงานค่ะ
A : ทุกคนควรหาวิธีการผ่อนคลายความเครียดแบบที่ตัวเองชอบ เช่น ดูหนัง ฟังเพลง ควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายเป็นกิจกรรมที่กระตุ้นการหลั่งสารเอนโดรฟิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความสุขออกมา เพียงเท่านี้สุขภาพจิตของเราก็จะแข็งแรงออกกำลังกาย ยุ่งแค่ไหนก็ทำได้
การออกกำลังกาย
สำหรับคนทำงานแล้ว คงไม่มียาใดออกฤทธิ์เยียวยาความเจ็บป่วย และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ดีเท่ากับการออกกำลังกาย แต่หากออกกำลังกายแบบผิดวิธี ยาวิเศษก็อาจเป็นยาพิษได้

16.Q : อยากวิ่งลดหุ่นตอนเย็นหลังเลิกงาน แต่เข่าไม่ดีทำอย่างไร
A : คนที่มีปัญหาเรื่องข้อเข่าสามารถลดน้ำหนักได้ด้วยการเดินเร็ว โดยมีเคล็ดลับอยู่ที่ต้องเดินจนเหนื่อย ทำอย่างต่อเนื่อง และสม่ำเสมอเป็นประจำ พร้อมกับควบคุมอาหาร


17.Q : ทำงานที่ต้องออกแรงยกของทั้งวัน และไม่มีเวลาออกกำลังกาย เพราะต้องออกจากบ้านตั้งแต่เช้ามืด ตอนเย็นกลับถึงบ้านก็หมดแรง ควรออกกำลังกายแบบไหนดี

A : งานประเภทใช้แรงยกของต้องอาศัยกล้ามเนื้อที่แข็งแรงเป็นหลัก ดังนั้นจึงแนะนำให้ออกกำลังกายแบบเพิ่มกล้ามเนื้อด้วยการยกดัมเบลล์ ผู้ชายอาจใช้น้ำหนักประมาณ 4-5 กิโลกรัม ผู้หญิงประมาณ 1.5 กิโลกรัม หากไม่ชอบอาจซื้อวีซีดีสอนเต้นแอโรบิกมาเต้นตามก่อนอาบน้ำสัก 15 นาที หรือเล่นฮูลาฮูปสักครึ่งชั่วโมงก็จะช่วยเพิ่มความกระฉับกระเฉงและจัดระเบียบกระดูกสันหลังได้
นอกจากนี้การรำกระบองในท่าแหงนดูดาวและท่าสีลม (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากหนังสือ เตะสุดชีวิต โดยอาจารย์สาทิส อินทรกำแหง สำนักพิมพ์อมรินทร์สุขภาพ หน้า 29-55) ก็ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและคลายตัวให้กล้ามเนื้อได้


18.Q : อยากได้ท่าบริหารแก้ปวดหลังที่สามารถทำได้ที่โต๊ะทำงานเลยค่ะ
19.Q : งานที่ทำต้องเขียนหนังสือติดต่อกันเป็นเวลานาน ทำให้ปวดไหล่ ไม่ทราบว่ามีท่าออกกำลังกายแก้ปวดไหมคะ
20.Q : โต๊ะทำงานสูงจนต้องปรับเก้าอี้สูงตาม ขาจึงไม่ถึงพื้น ทำให้ปวดเข่า มีวิธีแก้อย่างไร
A : สามคำถามนี้ ขอตอบรวมเป็นข้อเดียวกันดังนี้
ท่าบริหารหลังที่สามารถทำได้ที่โต๊ะทำงานทำโดย นั่งตัวตรง เหยียดเท้าตรง ค่อย ก้มตัวใช้มือแตะปลายเท้า ค้างท่าไว้ นับ 1-5 กลับสู่ท่าเดิม จากนั้นบิดลำตัวไปทางซ้ายและขวา
ท่าบริหารไหล่ทำโดย วางมือขวาแนบใบหน้าด้านขวา มือและหน้าออกแรงดันต้านกันเต็มที่ สลับทำข้างซ้าย จากนั้นใช้มือวางบนหน้าผากแล้วออกแรงดันต้านกันเต็มที่ และประสานมือไว้ที่ท้ายทอย ออกแรงดันต้านกันเต็มที่เช่นเดียวกัน
ท่าบริหารเข่าทำโดย นั่งหลังตรง กระดกปลายเท้าซ้ายขึ้น เข่าเหยียดตรง ค้างท่าไว้ นับ 1-10 แล้วสลับทำข้างขวา ทำได้ทุกครั้งขณะพักทำงาน นอกจากนี้ควรหาเก้าอี้มารองเท้า เพื่อไม่ให้เท้าลอยจากพื้น

 

21.Q : ขี้เกียจออกกำลังกายมาก แต่อยากสุขภาพแข็งแรง ควรปรับวิธีคิดอย่างไรให้มีแรงจูงใจ
A : สำหรับคนที่ไม่ชอบออกกำลังกาย อยากให้บอกตัวเองเสมอว่าอย่ารอให้ป่วยแล้วค่อยออกกำลังกาย เพราะอาจสายเกินไปในช่วงแรกอาจรู้สึกฝืนหรือขี้เกียจ แต่หากผ่านไปสักระยะหนึ่งจะรู้สึกดีและชื่นชอบการออกกำลังกายไปเอง

 

กินเพื่อสุขภาพ+งานเป็นเลิศ
อาหารการกินเป็นเรื่องสำคัญสำหรับคนทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะวัยทำงานที่ต้องใช้พลังสร้างสรรค์ผลงานสูง เมื่อเกิดปัญหาคาใจจากการกิน จึงต้องเร่งแก้ไขค่ะ
22.Q : ขอคำแนะนำเรื่องการกินวิตามินเสริมสำหรับคนทำงานค่ะ
A : แนะนำว่า คนที่อายุกำลังจะเปลี่ยน ตั้งแต่ 40 หรือ 50 ปีขึ้นไป และอยู่ในสภาพแวดล้อมซึ่งมีมลภาวะ ควรกินวิตามินประเภทแอนติออกซิแดนท์คือ วิตามินเอวันละ10,000 IU
วิตามินซีวันละ1,000 มิลลิกรัม วิตามินดีวันละ1,000 IU และวิตามินอีวันละ400 IU
สำหรับผู้ที่ทำงานใช้สมองมากสามารถเพิ่มวิตามินบีเข้าไปด้วย ดังนี้ วิตามินบี1 และ วิตามินบี2 อย่างละ 100 มิลลิกรัม หลังอาหารเช้า วิตามินบี 6 100 มิลลิกรัม และวิตามินบี12 1,000 ไมโครกรัม หลังอาหารเย็น

23.Q : กำลังเลิกกาแฟ อยากทราบว่า มีเครื่องดื่มอะไรที่สามารถเพิ่มความกระชุ่มกระชวยในช่วงบ่ายได้บ้าง

A : กาแฟมีสารคาเฟอีนที่กระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว คนที่เลิกกาแฟจึงรู้สึกง่วงเหงาหาวนอนหรือเซื่องซึมในช่วงแรก แนะนำให้ดื่มน้ำอาร์ซี เพื่อเพิ่มความกระปรี้กระเปร่า แก้อาการอ่อนเพลีย


24.Q : อาหารเช้าประเภทไหนที่เหมาะกับคนทำงานที่มีเวลาน้อย แต่มีสารอาหารครบถ้วน
A : อาหารเช้าที่เหมาะสมตามคำแนะนำของนักโภชนาการควรให้พลังงานอย่างน้อย 1 ใน 4 หรือร้อยละ 25 ของปริมาณพลังงาน ที่ควรได้รับตลอดวัน อาจมีปริมาณโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตมากกว่าสารอาหารชนิดอื่นเล็กน้อย อาหารที่แนะนำว่าเหมาะสำหรับมื้อเช้าคือ ข้าวต้มธัญพืช แซนด์วิชทูน่า ธัญพืชสำเร็จรูป มูสลี (muesli) ซุปผัก น้ำนมถั่วเหลือง โยเกิร์ตรสธรรมชาติใส่ผลไม้สด

25.Q : มักกินอาหารมื้อเย็นเพื่อผ่อนคลายอารมณ์หลังเลิกงานจนน้ำหนักขึ้น มีวิธีแก้อย่างไร
A : ต้องบอกตัวเองให้ปรับสัดส่วนการกินให้ถูกต้อง โดยกินอาหารเช้าและเที่ยงให้เต็มที่ ส่วนมื้อเย็นควรเป็นอาหารเบา หากเครียดมาก แนะนำให้ออกกำลังกายหลังเลิกงาน เพื่อให้สารเอนโดรฟินหลั่งออกมา ซึ่งถือเป็นกิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลายความเครียดแทนการกินได้ดี


26.Q : ออฟฟิศเปิดแอร์เย็นมาก จึงดื่มน้ำอุ่นและเครื่องดื่มอุ่น ทั้งวัน จะเป็นอันตรายไหม และควรดื่มเครื่องดื่มชนิดใด
A : สามารถดื่มได้โดยไม่มีโทษ ซึ่งที่จริงแล้วเราเองก็ควรดื่มน้ำอุ่นแทนน้ำเย็น แต่วิธีดังกล่าวไม่ใช่การแก้ปัญหา ที่ถูกต้องควรต้องแก้ที่สาเหตุ นั่นคือ ควรใส่เสื้อผ้าให้ร่างกายอบอุ่นและปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้อยู่ที่ 24-25 องศาเซลเซียสจึงจะดีที่สุด

27.Q : ตอนเรียนไม่เคยเป็นสิว ทำไมตอนทำงานจึงมีสิวเยอะมาก
A : สิววัยทำงานมักเกิดจากเครื่องสำอาง เพราะต้องแต่งหน้ามากกว่าตอนเรียนหนังสือ แก้ไขได้ด้วยการลดการใช้เครื่องสำอาง ทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาด และลดความเครียด


28.Q : นั่งทำงานในห้องแอร์ทั้งวันจนผิวและปากแห้ง ควรทำอย่างไรดี
A : ควรทาครีมประเภทมอยส์เจอร์ไรเซอร์เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิว บำรุงริมฝีปากด้วยการทาลิปมันหรือปิโตรเลียมเจล นำน้ำใส่ถ้วยเล็ก ตั้งไว้ที่โต๊ะทำงานเพื่อลดความแห้งในอากาศ และหลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่น


29.Q : การจ้องหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวันทำให้ขอบตาคล้ำได้หรือไม่
A : การมองจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานไม่ทำให้ขอบตาคล้ำ เพราะสาเหตุของอาการขอบตาคล้ำมาจากกรรมพันธุ์ โรคภูมิแพ้ การขยี้ตา และการพักผ่อนน้อยเท่านั้น ในกรณีคนทำงานมีอาการนี้อาจเกิดจากการทำงานจนนอนดึกและพักผ่อนน้อย
30.Q : แสงจากจอคอมพิวเตอร์ ทำให้ผิวหนังหมองคล้ำได้หรือไม่ และควรทาครีมกันแดดค่า SPFเท่าไรจึงจะเหมาะสมกับคนทำงานแต่ละประเภท
A : แสงจากจอคอมพิวเตอร์เป็นรังสียูวีเช่นเดียวกับแสงแดด แต่มีปริมาณน้อยกว่ามาก จึงไม่ทำให้ผิวหน้าหมองคล้ำได้เท่ากับการโดนแดด แต่คนทำงานก็ควรทาครีมกันแดดเป็นประจำ
หากอยู่ในที่ทำงานทั้งวันและออกแดดเฉพาะตอนเที่ยง การทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ก็ถือว่าเพียงพอ แต่หากทำงานกลางแจ้ง ควรทาครีมกันแดดประเภทป้องกันน้ำและมีค่า SPF 50 และควรทาครีมกันแดดในปริมาณ 0.5 กรัม – 1 กรัม ต่อ 1 ครั้ง หรือประมาณหนึ่งข้อนิ้วมือ เพื่อให้ได้ปริมาณที่เหมาะสม

มาถึงจุดนี้แล้วจะเห็นได้ว่าในวัยทำงาน ถึงแม้จะเป็นช่วงวัยที่ยังมีสุขภาพแข็งแรง อายุระหว่าง 30-45 ปี แต่ก็อย่านิ่งนอนใจนะคะ เพราะมีปัจจัยหลายอย่างในปัจจุบันที่ส่งผลร้ายต่อสุขภาพของเราก่อนวัยอันควรได้จริง ๆ เพราะฉะนั้นควรหันมาใส่ใจดูและสุขภาพของเราให้มากขึ้นนะคะ

ข้อปฏิบัติง่าย ๆ ที่จะช่วยสร้างภูมิต้านทานของร่างกาย เช่น พักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารที่มีประโยชน์และตรงต่อเวลา หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และ หลีกเลี่ยงยาเสพติดทุกชนิด เพียงเท่านี้เราก็จะมีสุขภาพที่แข็งแรงแล้วค่ะ

 

ขอให้ทุกท่านทำงานด้วยความสุขและมีสุขภาพกายใจแข็งแรง ฉบับหน้าพบกับวิธีการดูแลจิตใจ เพื่อร่างกายที่แข็งแรงและมีความสุข(mind fit)แบบง่าย ทำได้จริงและเห็นผล นะคะ

 

วันวิสา ช่างเหล็ก

Holistic wellness Consultant

Psychotherapist & Mindfulness Coach

Yoga Teacher

Happy at work place ‘s project Consultant

 

เครดิตภาพ : pixabay.com

กลับ

Add a comment