ระวัง ! ซิลิโคนเหลวทำหน้าพิการ

(comments: 0)

ระวัง!ซิลิโคนเหลวทำหน้าพิการ

ผู้เขียน พษมลวรรณ เกริกสุวรรณชัย

สมัยก่อนคนนิยมฉีดแก้มด้วยซิลิโคนเหลว ซึ่งต่อมาพบว่า ซิลิโคนเหลวไม่สลายตัว และก่อให้เกิดการอักเสบ เป็นก้อนห้อยย้อยตะปุ่มตะป่ำ จนต้องผ่าตัดออกและทำให้ใบหน้าพิการ

การฉีดฟิลเลอร์เพื่อเสริมความงามยังเป็นที่นิยมแต่ปัญหาที่พบบ่อยคือ การฉีดฟิลเลอร์กับหมอกระเป๋าหรือตามสถานเสริมความงามที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะการฉีดซิลิโคนเหลวซึ่งมีราคาถูก โดยผู้รับการฉีดเข้าใจว่าเป็นฟิลเลอร์ที่สลายตัว ดังนั้นก่อนคิดจะสวยก็ต้องรู้จักความแตกต่างระหว่างฟิลเลอร์กับซิลิโคนเหลวกันค่ะ

ทำไมผิวพรรณจึงเต่งตึงเหตุที่เรามีใบหน้าเต่งตึง บ่งบอกวัยสาวสะพรั่งก็เพราะใยคอลลาเจนและสารไฮยาลูโรนิกที่อยู่ใต้ผิวหนังทำหน้าที่อุ้มน้ำนั่นเอง จึงทำให้ผิวหนังแข็งแรง ยืดหยุ่นและเต่งตึง แต่เมื่ออายุมากขึ้น ใยคอลลาเจนและสารอุ้มน้ำจะค่อย ๆ ลดลง ทำให้ผิวหนังบางลง เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น จึงมีการคิดค้นวิธีแก้ปัญหาให้ผิวพรรณกลับมาเต่งตึงเหมือนวัยสาวโดยการฉีดสารเติมเต็ม หรือที่เรียกกันว่าฟิลเลอร์(Filler)

ฟิลเลอร์(Filler)คือสารเติมเต็ม มีองค์ประกอบหลักคือ Hyaluronic acid ซึ่งเป็นสารชนิดเดียวกับที่พบในชั้นผิวหนังและส่วนอื่น ๆ ของร่างกายตามธรรมชาติ ช่วยแก้ปัญหาริ้วรอยของผิว เช่น ริ้วรอยบริเวณหน้าผาก หางตา และร่องแก้ม ทำให้ริ้วรอยตื้นขึ้น สภาพผิวดูดีขึ้น หรือการแก้ไขแผลเป็นชนิดบุ๋ม เช่น การเกิดแผลบุ๋มจากสิวอักเสบ หรือการฉีดฟิลเลอร์เพื่อเสริมเนื้อเยื่อผิวหนังให้มีลักษณะนูนเต็มขึ้นกว่าเดิม เช่น เสริมจมูก เสริมคาง ริมฝีปาก หรือฉีดเพื่อทำให้รูปทรงของใบหน้าดูอวบอิ่มกว่าเดิม ทั้งนี้มีการแบ่งฟิลเลอร์ออกเป็น3กลุ่ม

  1. แบบไม่สลายตัวอาจทำให้ผิวสวยในระยะเริ่มแรก หากเป็นฟิลเลอร์ปลอมหรือซิลิโคนเหลวจะทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย เช่น หน้าเป็นตะปุ่มตะป่ำ แก้มห้อยย้อยเป็นก้อน เกิดการอักเสบ ฯลฯ

  2. แบบสลายตัวไม่พร้อมกันหมายถึง ฟิลเลอร์รุ่นใหม่ ๆ มักผสมฟิลเลอร์แบบส่วนหนึ่งสลายตัวช้าและอีกส่วนหนึ่งสลายตัวเร็ว เพื่อเพิ่มคุณสมบัติการลื่นไหลที่ดีขึ้นเวลาฉีด แต่ช่วงแรกอาจยุบตัวเร็ว และช่วงที่สองอาจยุบตัวช้า ไม่มีอันตรายใด เพียงแต่อาจต้องไปฉีดซ้ำเร็วในช่วงแรกจนกว่าจะนิ่ง

  3. แบบสลายตัวพร้อมกันคือ ฟิลเลอร์ Hyaluronic acid รุ่นทั่วไป กระบวนการและความเร็วในการสลายตัวขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของสาร และขนาดเม็ดของฟิลเลอร์ ระยะเวลาสลายตัว มีตั้งแต่3เดือน ถึง 2ปี เมื่อฟิลเลอร์สลายไปหมดแล้วก็สามารถฉีดฟิลเลอร์ซ้ำเพื่อปรับรูปทรงใบหน้าให้เหมาะกับวัย และปัญหาผิวตามอายุที่เพิ่มขึ้น

ผลข้างเคียงจากการฉีดฟิลเลอร์ส่วนใหญ่หากเป็นสาร Hyaluronic acid ของแท้มักไม่มีปัญหาปฏิกิริยาต่อต้านสิ่งแปลกปลอม สามารถเข้ากับร่างกายได้ดีมาก แต่ผลข้างเคียงมักเกิดจากเทคนิคการฉีดที่อาจทำให้ผิวไม่เรียบ รูปทรงไม่สวย หรือสาร Hyaluronic acid อาจไหลย้ายตำแหน่ง อาการแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายมากคือการที่สารฟิลเลอร์รั่วเข้าหลอดเลือด อาจทำให้ผิวหนังตายหรือตาบอด ทั้งนี้ ผศ.นพ.ถนอม บรรณประเสริฐ กล่าวว่า “พบว่าผู้ป่วยตาบอดถาวรส่วนใหญ่เกิดจากการฉีดเสริมจมูก และหน้าผากมากกว่าการฉีดที่บริเวณอื่น เนื่องจากที่จมูกมีแขนงหลอดเลือดเชื่อมต่อกับระบบหลอดเลือดของประสาทตาและสมองโดยตรง หากฉีดถูกเส้นเลือด จะทำให้ฟิลเลอร์ไหลเข้าเส้นเลือด ทำให้ตาบอด แม้จะเป็นฟิลเลอร์ชนิดที่ อย.รับรองก็ตาม เพราะปัญหาเกิดจากการอุดตันหลอดเลือดจากเทคนิคการฉีด ไม่ใช่ตัวสารฟิลเลอร์ เนื่องจากจอประสาทตาสามารถทนภาวะขาดเลือดได้แค่90นาทีเท่านั้น ต่างกับผิวหนังที่ทนได้ 6ชั่วโมง นอกจากนี้ยังมีการลักลอบนำเข้าและฉีด “โพลีเอครีลาไมด์ (polyacrylamide)”ซึ่งเป็นฟิลเลอร์ต้องห้ามเพราะเป็นสารที่ไม่สลายตัว มาฉีดเสริมใบหน้า หน้าอก หรือสะโพก เมื่อสารนี้รั่วไหลเข้าเส้นเลือดไปอุดปอดหรือสมองก็อาจทำให้หมดสติหรือเสียชีวิตได้”

ซิลิโคนเหลวเป็นสารโพลิเมอร์เหมือนพลาสติกชนิดหนึ่งที่มีลักษณะเป็นของเหลว ไม่สลายตัวและมีความทนทานอยู่ได้ตลอดกาล สมัยก่อนมีการนำมาฉีดตามร่างกายเพื่อเพิ่มปริมาตรของร่างกายตามส่วนต่าง ๆ (ส่วนใหญ่นิยมฉีดตามใบหน้าและตามก้น)แต่เนื่องจากสารชนิดนี้ไม่สลายตัว ร่างกายจึงทำปฏิกิริยาต่อต้านสิ่งแปลกปลอม ซึ่งร่างกายแต่ละคนมีปฏิกิริยาต่อต้านที่แตกต่างกัน บางคนมีปฏิกิริยาต่อต้านน้อยจึงทำให้คิดว่าได้ผลดี แต่ร่างกายบางคนมีปฏิกิริยาต่อต้านรุนแรงมาก โดยร่างกายพยายามทำลายซิลิโคนเหลวที่ฉีดเข้าไป แต่ไม่สามารถทำลายได้ เนื่องจากซิลิโคนเหลวเป็นพลาสติกที่ทนทานต่อเอ็นไซม์ ดังนั้น เอ็นไซม์ที่ร่างกายผลิตออกมาจึงทำลายตัวเองแทน ทำให้เกิดปัญหาหน้าบวมผิดรูป กลายเป็นก้อนย้อยไปมา การรักษาก็ต้องตัดออก ทำให้ใบหน้าหรือร่างกายเกิดความพิการ หรือกรณีฉีดที่หน้าอกอาจทำให้เกิดมะเร็งได้ ในช่วง 1-2ปีแรกบางคนอาจไม่มีปฏิกิริยา แต่หลังจาก 4-5ปี อาจมีปัญหาเกิดขึ้น หรือบางคนอาจมีปฏิกิริยาขึ้น ๆ ลง ๆ คือบางช่วงก็เห่อขึ้นมา บางช่วงก็ดีเหมือนไม่มีอะไร บางช่วงก็ขึ้นมาเป็นก้อนทั่วทั้งใบหน้า กลายเป็นตะปุ่มตะป่ำ ตัดออกไม่ได้เพราะอยู่ในตำแหน่งที่มีเส้นประสาทใบหน้าอยู่ ต้องค่อย ๆ ฉีดยาให้ลดปฏิกิริยาลงโดยไม่สามารถกำจัดออกไปได้นอกจากต้องตัดออก ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการทำให้เส้นประสาทใบหน้าขาดถาวร ใบหน้าเป็นอัมพาต หรือหน้าเบี้ยวตลอดชีวิต

 

*ขอขอบคุณข้อมูลจาก ผศ.นพ.ถนอม บรรณประเสริฐ หัวหน้าหน่วยศัลยกรรมตกแต่งและเสริมสร้างใบหน้า ภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ปรึกษาปัญหาได้ที่อีเมล pasamolwan@d-magazine.de

ไลน์Thailand Makeover (LINE ID: thailandmakeover)

 

 

 

กลับ

Add a comment