ทอดน่องท่องซำเหนือ

(comments: 0)

ทอดน่องท่องซำเหนือ

เรื่องและภาพเกตุพิทยากรศิลป์

 

ผมได้รับมอบหมายให้ไปทำภารกิจที่เมืองซำเหนือเมืองหลวงของแขวงหัวพันสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว(สปป.ลาว)จึงถือโอกาสเดินทางไปแบบแบ็กแพคคนเดียวสบายใจอันที่จริงการเดินทางไปเมือง

ซำเหนือซึ่งตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสปป.ลาวติดกับชายแดนเวียดนามสามารถใช้บริการเที่ยวบินของสายการบินลาวเดินอากาศ(Lao Skyway) บินตรงจากสนามบินวัตไตนครหลวงเวียงจันทน์ไปลงที่สนามบินนาทองเมืองซำเหนือก็ได้ใช้เวลาเดินทางเพียงแค่หนึ่งชั่วโมงครึ่งเองเพียงแต่ว่าเรื่องนี้ไม่ได้เริ่มต้นที่เมืองซำเหนือเสียทีเดียว

วันที่ไปถึงเวียงจันทน์นั้นผมมีธุระหลายเรื่องที่ต้องทำให้เสร็จในช่วงเช้าจึงไม่สามารถเดินทางด้วยเครื่องบินซึ่งมีเที่ยวบินเฉพาะในตอนเช้าได้ทันถ้าจะรอเที่ยวบินต่อไปก็อีกตั้ง2วันผมจึงเหลือแค่ทางเลือกเดียวคือรถทัวร์วันนั้นก่อนเที่ยงนิด ๆจึงแวะไปดูตั๋วรถทัวร์ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารสายเหนือด้วยความเข้าใจเอาเองว่ารถทัวร์ส่วนใหญ่น่าจะออกเวลาเย็นถึงค่ำ และไปถึงจุดหมายในตอนเช้าแต่พอไปถึงช่องขายตั๋วก็เห็นป้ายเวลาเดินรถติดไว้ในวันนั้นมีรถไปเมืองซำเหนือเหลือแค่2เที่ยวซึ่งเป็นรถเตียงนอน กำหนดออกตอนบ่าย2โมงและรถธรรมดาออกเวลา5โมงเย็นสอบถามคนขายตั๋วก็รู้ว่าจากเวียงจันทน์ถึงเมืองซำเหนือระยะทางเกือบ700กิโลเมตรใช้เวลาเดินทาง 18 ชั่วโมงผมจึงตัดสินใจเดินทางกับรถนอนแต่ก็ต้องเร่งรีบกลับเข้าเมืองไปทำธุระให้เสร็จ และเก็บข้าวของสัมภาระต่าง ๆ เพื่อกลับมาขึ้นรถให้ทันตอนบ่ายสองแม้จะต้องกระหืดกระหอบจัดการทุกอย่างให้เสร็จแต่ก็มีความสุขทุกครั้งที่กำลังจะได้ออกเดินทาง

สุดยอดการเดินทางกับรถเตียงนอนระดับวีไอพี

ก่อนบ่ายสองเล็กน้อยผมก็มายืนอยู่ที่ชานชาลาตรงช่องจอดรถโดยสารไปซำเหนือมีผู้โดยสารส่วนหนึ่งมารอขึ้นรถกันอยู่ก่อนแล้วผมส่งกระเป๋าให้พนักเอาใส่ไว้ใต้ท้องรถแล้วยังพอมีเวลาเหลือจึงออกไปเดินสำรวจสถานีขนส่งไปยืนอ่านป้ายเพื่อสำรวจดูว่ามีรถโดยสารวิ่งไปถึงไหนบ้างเผื่อวันหลังจะได้มาใช้บริการมีน่าสนใจหลายเส้นทางเลยครับโดยเฉพาะเส้นทางเดินรถระหว่างประเทศออกจากเวียงจันทน์ไปคุนหมิง และเวียดนาม แต่ก็ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาเดินทางกี่ชั่วโมงคิดในใจว่าเมื่อไที่ไม่รีบร้อนนักและไม่ติดภารกิจคงหาโอกาสมาลองใช้บริการแน่นอน

ตอนนี้ผู้โดยสารเริ่มทยอยขึ้นรถกันแล้วถ้าเป็นรถทัวร์เมืองไทยเราก็คงเดินขึ้นกันไปตามปกติแต่การโดยสารรถเตียงนอนที่ลาวผู้โดยสารทุกคนต้องถอดรองเท้าก่อนขึ้นรถครับเด็กรถจะนำกล่องกระดาษฟูกมาปูรองที่หน้าประตูทางขึ้นรถพร้อมกับแจกถุงพลาสติกให้คนละใบเพื่อใส่รองเท้าของเราหิ้วขึ้นรถไปด้วยผมว่าเป็นความคิดที่ดีนะเพราะทางเดินบนรถก็ปูด้วยเบาะนิ่มเดินสบายเท้าส่วนบริเวณที่นั่งซึ่งปรับเอนเกือบราบมีสองชั้นไม่สามารถปรับเป็นที่นั่งได้ถ้าขึ้นไปแล้วต้องโดนบังคับเอนนอนอย่างเดียวที่นั่งกว้างพอดีตัวถ้านั่งสองคนอาจจะรู้สึกอึดอัดแต่วันนั้นผู้โดยสารไม่เต็มผมจึงได้นั่งคนเดียวชั้นบนนับเป็นความสบายอย่างที่สุดเพราะสามารถเหยียดแขนเหยียดขาได้เต็มที่คนเดียวและหน้าต่างก็ยังกว้างมองวิวได้ถนัดชัดเจนอีกด้วย

รถออกจากสถานีขนส่งเวียงจันทน์มาได้ประมาณสองชั่วโมงก็จอดให้ผู้โดยสารลงไปเข้าห้องน้ำเด็กรถตะโกนบอกว่าไม่ต้องเอารองเท้าลงมาตอนแรกก็แปลกใจว่าทำไมไม่ให้ใส่รองเท้าเข้าห้องน้ำแต่พอเดินลงมาก็เห็นรองเท้าแตะหลายสิบคู่กองรวมอยู่ในเข่ง ให้ผู้โดยสารเลือกใส่ลงจากรถรองเท้าของเราก็จะไม่เปียกไม่เปื้อนฝุ่นหรือเปื้อนดินไม่ต้องเอาออก และเอาใส่กลับไปในถุงพลาสติกให้วุ่นวายพอจะขึ้นรถก็ถอดรองเท้าคืนไว้ในเข่งผมว่านี่เป็นการแก้ปัญหาที่น่ารักมากครับ

เราเดินทางต่อมาได้อีกสักชั่วโมงเมฆก็ก่อตัวเป็นกลุ่มก้อนขนาดใหญ่ฉาบฉายด้วยแสงอาทิตย์สีทองภูมิประเทศเริ่มเปลี่ยนจากที่ราบกลายเป็นเขตเทือกเขารูปร่างแปลกตาภาพนอกหน้าต่างขณะนั้นทำให้ผมไม่อาจละสายตาไปที่อื่นได้เพราะมุมมองที่เปลี่ยนไปตามโค้งถนนขณะที่รถทัวร์วิ่งผ่านไป เป็นความสวยที่ไม่ซ้ำกันเลยในที่สุดก่อนที่แสงสุดท้ายของวันจะลับหายไปไม่นานเราก็เดินทางมาถึงเมืองกาสีจุดจอดพักสำหรับกินมื้อเย็นอาหารมื้อเย็นแบบง่าย ๆ ของผมคือผัดวุ้นเส้นกับไข่พะโล้จากนั้นก็ตบท้ายด้วยเบียร์ลาวเย็น ๆสองกระป๋องพอให้หลับสบาย18ชั่วโมงจะได้รู้สึกไม่นานระหว่างการเดินทางในคืนนั้นรถจะจอดแวะให้เราเข้าห้องน้ำทุกสองชั่วโมงตามปั๊มน้ำมันบ้างร้านค้าบ้างหรือริมชายป่าข้างถนนบ้างแล้วแต่ว่าจังหวะนั้นเรากำลังเดินทางผ่านชุมชนหรือป่าเขา

ตกดึกรถทัวร์ยังคงวิ่งลัดเลาะไปตามถนนคดโค้งผู้โดยสารบนรถส่วนใหญ่หลับกันหมดแล้วบรรยากาศจึงค่อนข้างเงียบแต่ยังมีเพียงเสียงเพลงทั้งไทยและลาวแว่วมาเบา ๆจากที่นั่งคนขับทุกครั้งเมื่อผมลืมตาตื่นขึ้นผมจะมองออกไปนอกหน้าต่างรถคืนนั้นเป็นคืนข้างแรมท้องฟ้าสีดำสนิทจึงถูกประดับประดาไปด้วยกลุ่มดาวระยิบระยับมากมายมองเห็นชัดเจนแม้นั่งอยู่บนรถที่กำลังวิ่งผมกระชับผ้าห่มเพราะรู้สึกว่าอากาศเย็นลงจากนั้นก็นอนมองดวงดาวที่กะพริบทักทายจนหลับไปตอนไหนไม่รู้ตัวจริง ๆมารู้สึกตัวอีกครั้งตอนที่รถจอดให้เข้าห้องน้ำซึ่งขณะนั้นเป็นเวลา6โมงเช้าแล้วท้องฟ้าสว่างเห็นบรรยากาศโดยรอบได้ชัดเจนอีกเพียงสองชั่วโมงเท่านั้นก็ถึงจุดหมายได้นอนเหยียดยาวราวกับผู้โดยสารชั้นนักธุรกิจจึงทำให้เดินทางไม่อ่อนเพลียมาก

 

สบายดีซำเหนือ

ก่อน8โมงเช้าเล็กน้อยรถก็จอดสนิทที่สถานีขนส่งผู้โดยสารเมืองซำเหนือผมเดินลงมาจากรถ และยืนตั้งสติสักพักก่อนจะเดินไปยังช่องจำหน่ายตั๋วเพื่อสอบถามข้อมูล และจองตั๋วรถไปยังเมืองหลวงพระบางจุดหมายที่ต้องเดินทางต่อในอีก3วันข้างหน้าแต่คนขายตั๋วบอกว่าไม่สามารถขายตั๋วล่วงหน้าให้ได้เพราะในวันเดินทางไม่แน่ใจว่าจะเป็นรถทัวร์หรือรถตู้ให้กลับมาซื้อตั๋วก่อนรถออกในวันเดินทางเลยก็คงตามนั้นครับด้วยความที่มีเวลาเหลือเฟือมาถึงแล้วไม่ได้รีบร้อนจึงยืนดูแผนที่เมืองซำเหนือแล้วก็เดินดูป้ายโฆษณาต่าง ๆ อาทิ รถแท็กซี่บริการทัวร์ และประกาศต่าง ๆที่ติดไว้ที่สถานีขนส่งเผื่อจะได้ข้อมูลการเดินทางท่องเที่ยวมาบ้าง

สักพักใหญ่ ๆก็มีเด็กหนุ่มเดินตรงเข้ามาหาผมจำได้ทันทีว่าเป็นผู้โดยสารที่นั่งรถมาคันเดียวกันแล้วก็นั่งอยู่ด้านหลังผมเองคงเห็นผมดูเก้ ๆ กัง ๆเดินไปเดินมาน้องจึงเข้ามาถามผมว่าจะไปไหนต่อผมก็บอกไปว่าจะเข้าไปในเมืองหนุ่มน้อยผู้หวังดีก็บอกว่ารถเข้าเมืองเพิ่งจะออกไปเมื่อสักครู่นี่เอง

หรือพี่จะเดินไปก็ได้ครับเมืองอยู่ใกล้แค่นี้เองลงเนินไปก็ถึงแล้ว”เด็กหนุ่มแนะนำเพิ่มเติมผมขอบอกขอบใจเจ้าหนุ่มนั่นและสนใจอยากเดินไปอยู่เหมือนกันจึงเดินไปดูตรงทางออกว่าเส้นทางที่ต้องเดินลงเขาไปนั้นว่าเป็นอย่างไรเพื่อประเมินกำลังปรากฏว่าผมมองไม่เห็นเมืองซำเหนือเลยเห็นแต่เส้นทางที่ทอดไกลลงเขาไปเบื้องล่างบ้านเรือนผู้คนก็ไม่มีผมตัดสินใจเรียกรถสองแถวเล็กลงไปในราคาเหมา100บาทระหว่างทางที่นั่งรถลงมายังไม่ถึงตัวเมืองด้านล่างด้วยซ้ำผมคิดว่าทางแบบนี้ไม่น่าจะเดินมาได้นแม้จะเป็นระยะทางเพียงไม่กี่กิโลเมตรแต่ถ้าเดินลงมาพร้อมกระเป๋าหนัก ๆกลางแดดเปรี้ยง ๆก็คงจะแย่เหมือนกันเจ้าหนุ่มนั่นพูดว่า“ใกล้แค่นี้”ราวกับว่าเดินไปแค่หัวมุมถนนดีนะที่ไม่หลงกลมันอย่าให้เจออีกครั้งนะจะพาเดินสัก20กิโลเมตร

รถสองแถวเล็กแบบที่บ้านเราเรียกรถกะป๊อหรือที่ลาวเรียกรถตุ๊กตุ๊กพาผมมาถึงริมแม่น้ำซำย่านที่มีโรงแรมที่พักให้เลือกมากมายผมไม่ได้จองที่พักมาเพราะในเว็บจองโรงแรมออนไลน์ชื่อดังอย่างbooking.comและagodaมีที่พักให้เลือกเพียงแค่2 – 3 แห่งเท่านั้นผมจึงตัดสินใจมาเลือกที่พักเองที่นี่ดีกว่าผมเลือกพักที่โรงแรมซำเหนือเพราะเห็นจากภายนอกว่าเป็นโรงแรมที่ยังมีสภาพใหม่จึงเข้าไปขอดูห้องห้องก็พออยู่ได้นะเป็นห้องติดแม่น้ำ และมีระเบียงให้ออกมายืนชมวิวริมน้ำได้อีกด้วยราคาห้องพักคืนละ100,000กีบหรือประมาณ400บาทเป็นห้องพัดลมแต่อากาศดีไม่ร้อน และนอนสบายเป็นโรงแรมสไตล์บ้าน ๆที่เจ้าของก็รับแขกไปลูกเล็กเด็กแดงก็เล่นกันไปร้องไห้กระจองอแงกันบ้างแต่ห้องพักบริเวณชั้น2ก็สะอาดและเงียบสงบดี

 

เมืองแห่งกาแฟหายาก

ความตั้งใจของผมคือหลังจากได้ห้องพักในโรงแรมแล้วก็จะอาบน้ำอาบท่าให้สดชื่นพร้อมลุยโดยเป้าหมายสำคัญที่สุดในเวลานั้นก็คือหากาแฟหอม ๆกระตุ้นสมองให้ตื่นเสียหน่อยหลังจากอาบน้ำเสร็จก็พุ่งตรงไปที่ตลาดในใจคิดว่าแม้จะเป็นเวลาสายแล้วตลาดคงเริ่มวายแต่ก็ไม่เป็นไรพรุ่งนี้เช้าอีกวันผมยังมีโอกาสมาเดินชมตลาดเช้าของซำเหนือแต่วันนี้อยากใช้ชีวิตช้า ๆนั่งจิบกาแฟสดที่ร้านกาแฟเก๋ ๆริมแม่น้ำซำชมวิถีชีวิตผู้คนที่เดินผ่านไปมาแต่มารู้ว่าภาพเหล่านั้นคือมโนภาพล้วน ๆก็ตอนที่ผมเดินวนอยู่ละแวกตลาดหลายรอบเดินเข้าตรอกซอกซอยเดินเลาะริมน้ำทั้งสองฝั่งแล้วก็วนเข้ามาในตลาดอีกทีแล้วก็สิ้นสุดความอดทนตรงเข้าไปถามแม่ค้าว่ามีฮานกาเฝ่สดแถวนี้บ่แม่ค้ามองหน้าขำ ๆแล้วก็บอกว่า“แถวนี้บ่มีมีแต่กาเฝ่กระป๋อง”ผมก็ถามต่อว่าจะหากาแฟสดกินได้ที่ไหนแม่ค้าบอกว่าไม่มีหรอกแต่ลองไปถามดูตามเกสต์เฮาส์ก็ได้ผมจึงเดินลัดเลาะไปตามเกสต์เฮาส์ในละแวกนั้นจนเหงื่อแตกซิก ๆแต่ก็ไม่มีที่ไหนขายกาแฟสดแม้ว่าจะลดความหวังลงมาเป็นแค่กาแฟโบราณก็ยังหากินไม่ได้แต่ถึงอย่างไรผมก็ไม่ขอกินกาแฟกระป๋องโดยเด็ดขาดยอมลงแดงตายตรงนั้นดีกว่าคอกาแฟคงเข้าใจความรู้สึกนี้กันนะครับแต่ท้ายที่สุดผมก็เลิกล้มความพยายามเปลี่ยนใจไปหาเฝอกินดีกว่า พอกลับมาถึงโรงแรมก็ถามเจ้าของโรงแรมว่าจะหากาแฟกินที่ไหนได้บ้างเจ้าของโรงแรมก็บอกว่าต้องไปร้านกาแฟเวียดนามแต่สายแล้วคงจะปิดวันนี้คงไปไม่ทันก็ยังดีที่พอจะมีความหวังสำหรับวันพรุ่งนี้ผมเริ่มคิดแล้วว่าซำเหนือเป็นเมืองแห่งกาแฟหายากไม่ใช่สิต้องบอกว่าเป็นเมืองที่หากาแฟยากน่าจะตรงกว่าครับ

 

ทอดน่องท่องซำเหนือ

จากห้องพักผมสามารถมองเห็นประติมากรรมกลางสามแยกที่เรียกว่า“แก้วหลักเมือง”ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของเมืองซำเหนือที่ใครเห็นก็ต้องจดจำได้พอแดดร่มลมตกผมก็เดินออกจากโรงแรมเพื่อไปชมประติมากรรมที่ตั้งอยู่กลางสามแยกซึ่งมีลักษณะเป็นเสาปูนสี่เสาแต่ละเสาก่อขึ้นไปเป็นรูปทรงสามเหลี่ยมบนยอดสุดเป็นลูกแก้วสะท้อนแสงเป็นประกายระยิบระยับใกล้ ๆกันตรงริมกำแพงก็เป็นงานประติมากรรมภาพนูนต่ำแสดงเรื่องราวการต่อสู้ระหว่างทหารลาวกับอเมริกันผมหยุดถ่ายรูปไม่นานนักเพราะเริ่มเห็นเมฆดำลอยใกล้เข้ามาจึงตัดสินใจเดินต่อเข้าไปในเมือง

ผมใช้เวลาเดินมาไม่นานมากก็มาถึงใจกลางเมืองซึ่งเป็นสนามกีฬาและสวนสาธารณะเข้าใจว่ารัฐบาลเวียดนามมาสร้างไว้ให้เพราะตั้งชื่อว่าสวนอุทยานมิตรภาพหัวพันกวางนินห์ในเวลาเย็นแบบนี้มีคนมาออกกำลังกายกันมากพอสมควรส่วนใหญ่ก็วิ่งรอบสวนสาธารณะส่วนเด็ก ๆก็เตะฟุตบอลกันอยู่ในสนามกีฬาที่สวนอุทยานมิตรภาพมีรูปปั้นของชนเผ่าต่าง ๆแต่งกายในชุดประจำเผ่าจัดวางอยู่ทั่วทั้งอุทยานเป็นการบอกว่าแขวงหัวพันเป็นที่ตั้งถิ่นฐานของชนกลุ่มน้อยซึ่งมีมากกว่า20เผ่าทั้งลาวลุ่มม้งขะมุไตลื้อไตเหนือไตดำไตแดงไตขาวไตน้อยและอีกมากมายเดินชมกำลังเพลิน ๆตาของผมก็มาสะดุดกับภาพแท่งหินจำลองขนาดใหญ่7-8แท่งซึ่งคาดว่าน่าจะทำจากไฟเบอร์กลาสตั้งเรียงกันอยู่กลางสวนอุทยานอุทยานหินตั้งงจะเป็นสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์และจุดท่องเที่ยวของแขวงหัวพันซึ่งอยู่ห่างจากเมืองซำเหนือไปประมาณ60กิโลเมตร

 

ตอนที่ผมออกไปเดินหาร้านกาแฟในตอนสายผมสังเกตเห็นวัดแห่งหนึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาเตี้ย ๆอยู่ห่างออกไปจากเมืองไม่ไกลในระยะเดินถึงผมถามทางไปวัดจากคนในละแวกนั้นในที่สุดผมก็เดินมาจนเจอบันไดทางขึ้นไปยังวัดขณะที่พระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำผมก็รีบสาวเท้าเดินไปตามขั้นบันไดซึ่งไม่ได้นับว่ากี่ขั้นแต่เป็นทางที่เดินสะดวกสบายไม่สูงชันมากนักผมถามชาวบ้านแถวนั้นว่าจะขึ้นไปถึงวัดแล้วลงมาก่อนที่จะมืดไหมชาวบ้านบอกว่ามีเวลาเหลือเฟือในขณะที่สาวเท้าขึ้นไปก็เริ่มมีกลุ่มคนเดินสวนลงมาบ้างแต่ก็ยังมีวัยรุ่นหนุ่มสาวเดินกันขึ้นไปก่อนถึงลานวัดด้านบนมีศาลาเล็ก ๆตั้งอยู่เป็นจุดชมวิวตัวเมืองซำเหนือที่สวยงามมากสามารถมองเห็นอาคารบ้านเรือนหลากสีสันลักษณะสิ่งปลูกสร้างมองดูแล้วคล้ายกับเวียดนามอาจเป็นเพราะได้รับอิทธิพลมาแต่ครั้งที่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของเวียดนามในประวัติศาสตร์มาจนปัจจุบันก็มีชายแดนติดต่อกับเวียดนามจึงมีคนเวียดนามเข้ามาตั้งรกรากทำมาหากินอยู่ที่เมืองซำเหนือไม่น้อย

เมื่อเก็บภาพเมืองซำเหนือจากมุมสูงเรียบร้อยผมก็เดินเข้าไปในบริเวณวัดเห็นป้ายเขียนเอาไว้ว่า

วัดสีบุนเฮืองไซยะรามซึ่งเป็นวัดที่สร้างขึ้นมาใหม่แล้วเสร็จเมื่อปี2013นี่เองแต่ได้อัญเชิญพระพุทธรูปเก่าแก่ที่เป็นที่เคารพบูชาของชาวหัวพันมาจากวัดโพไซซะนะรามมาประดิษฐานที่วัดแห่งนี้ผมชมวัดโดยรอบจนเริ่มมืดจึงเดินกลับลงมาเพื่อหาร้านอร่อย ๆสำหรับมื้อเย็น

ผมเดินลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยสุดท้ายก็มาเจอโซนร้านอาหารปิ้งย่างซึ่งมีประมาณ3 – 4 ร้านตรงข้ามกับห้องว่าการแขวงหัวพันร้านเหล่านี้กำลังย่างหมูย่างเนื้อกันควันโขมงอยู่หน้าร้านคนลาวนิยมกินหูหมูกับนมหมูย่างแต่นั่นไม่ใช่ของโปรดของผมผมจึงสั่งหมูย่างธรรมดาซึ่งเป็นหมูติดมันดูคล้ายหมูกรอบมากกว่ามาหนึ่งชุดซึ่งมาพร้อมผักสดสารพัดอย่างเท่าที่รู้จักก็มีใบชะพลูสะระแหน่ผักชีแล้วก็ผักพื้นเมืองอีก2 – 3 อย่างที่ผมคุ้นเคยแต่ไม่เคยคิดจะจำชื่อนอกจากนั้นยังมีขนมจีนมาให้อีกจานแต่สิ่งที่สร้างรสชาติให้แก่ของทุกอย่างบนโต๊ะก็คือน้ำจิ้มที่กลมกล่อมหอมกำลังดีน้ำจิ้มมีลักษณะคล้ายกับน้ำจิ้มสุกี้แต่ก็ไม่ได้มีรสจัดเท่าหรืออาจจะคล้ายกับน้ำเมี่ยงคำแต่ก็ไม่หวานไม่รู้เขาเอาอะไรมาผสมลงไปบ้างถึงได้อร่อยเช่นนี้แต่ที่เดาไม่ยากเลยก็คือผงชูรสซึ่งมีอยู่ไม่มากก็น้อยเพราะหลังจากนั้นผมก็นอนคอแห้งผากทั้งคืนถือว่าไม่เป็นไรยอมเฉพาะตอนอยู่ในลาว เพราะคงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงยากผมเคยไปกินร้านอาหารตามสั่งที่เวียงจันทน์ร้านนี้จะปรุงอาหารกันหน้าร้านเวลาเดินเข้าไปนั่งในร้านก็จะต้องเดินผ่านตรงที่เขาทำอาหารให้เราบริเวณข้างกะทะที่ใช้ผัดอาหารเป็นโต๊ะขนาดใหญ่ตั้งเรียงวัตถุดิบ และเครื่องปรุงอาหารมากมายหลายสิบอย่างแล้วผมก็เหลือบไปเห็นชามผงชูรสวางอยู่โดดเด่นกลางโต๊ะเพราะภาชนะที่ใส่อย่าเรียกว่าชามเลยดีกว่าเรียกกะละมังไปเลยก็ได้ผมพูดกับแม่ครัวที่กำลังง่วนอยู่หน้าเตาว่าที่ลาวนี่มีผงชูรสเยอะจังเลยนะครับแม่ครัวหยุดชะงักเล็กน้อยแล้วก็หันมาพูดกับผมด้วยสีหน้าเรียบเฉยกระแทกน้ำเสียงหน่อย ๆว่า“ก็เอาเข้ามาจากไทยนั่นแหละ”ผมยืนเหมือนนิ่งเหมือนตายอยู่ตรงนั้นพักหนึ่งจึงตอบกลับไปอย่างหนักแน่นคำเดียวว่า“ครับ”แล้วก็เดินก้มหน้าก้มตาเข้าไปนั่งรออาหารตามสั่งในร้านอย่างสงบ

 

ตลาดซำเหนือเมื่ออรุณรุ่ง

รุ่งเช้าวันต่อมาเฉกเช่นกับทุกเมืองในสปป.ลาวสถานที่แห่งแรกที่นึกถึงในตอนเช้าตรู่ก็คือตลาดนั่นเองตลาดเช้าจะบ่งบอกถึงสภาพสังคมวัฒนธรรมและความเป็นอยู่ของผู้คนในแต่ละท้องถิ่นได้เป็นอย่างดีตลาดเช้าเมืองซำเหนือก็เช่นเดียวกันจากโรงแรมที่ผมพักสามารถเดินไปตลาดได้สบาย ๆโดยใช้ถนนเลียบแม่น้ำซำเป็นระยะทางไม่กี่ร้อยเมตรตลาดซำเหนือในเวลาเช้าแตกต่างกับตอนสายๆ ของเมื่อวานที่ผมมาถึงมากบรรยากาศที่เงียบเหงาซึมเซากลับกลายเป็นคึกคักเต็มไปด้วยผู้คนมากมายและดูมีชีวิตชีวา

ตลาดเมืองซำเหนือแบ่งออกเป็นหลายโซนทั้งโซนข้าวของเครื่องใช้ซึ่งจะเปิดร้านขายตลอดทั้งวันกัโซนตลาดสดซึ่งจะมีพ่อค้าแม่ขายมาตั้งแผงขายของกันเฉพาะในตอนเช้าถึงช่วงสาย ๆ ก็จะเริ่มวายผมตรงมายังโซนของสดเพราะชอบเดินดูพืชผักพื้นเมืองแล้วก็ผู้คนที่มาเดินเลือกซื้อของในตลาดด้วยหัวพันเป็นแขวงที่มีชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่มากมายหลายเผ่าแม้ว่าจะไม่ได้แต่งชุดประจำเผ่าแบบจัดเต็มออกมาเดินตลาดแต่ก็มีสัญลักษณ์อะไรหลายอย่างที่บ่งบอกที่มีของแต่ละคนเช่นการโพกศีรษะลายผ้านุ่งหรือแม้แต่ภาชนะที่นำมาใส่ข้าวของเครื่องใช้ที่ซื้อมาจากตลาด

ด้านในอาคารของโซนตลาดสดส่วนใหญ่จะเป็นแผงขายอาหารปรุงสำเร็จที่คนลาวเรียกว่าอาหารกินสุกเท่าที่ผมรู้จักมักคุ้นก็จะเป็นพวกซุผักซึ่งอย่าเข้าใจผิดคิดว่าเป็นน้ำซุปใส่ผักแท้จริงแล้วมันคือผักชนิดต่าง ๆ ที่ลวกแล้วนำมาคลุกรวมกันกับเครื่องปรุงบางชนิดตลาดเช้าและเย็นแทบทุกแห่งในสปป.ลาวจะต้องมีอาหารชนิดนี้วางขายส่วนรสชาติก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละแขวงแต่ละภาคนอกจากนั้นก็ยังมีอาหารประเภทปิ้งหมกแล้วก็พวกสารพัดแป้งทอดทั้งแบบสอดไส้หมูไส้ถั่วและแบบไม่มีไส้ซึ่งทอดกันสด ๆที่ตลาด

นอกจากด้านในตลาดแล้วบริเวณรอบนอกของตลาดยังมีแผงลอยขายของประเภทพืชผักผลไม้และสินค้าเกษตรต่าง ๆที่หอบหิ้วกันมาจากไร่จากสวนบรรยากาศด้านนอกดูจะคึกคักกว่าด้านในด้วยซ้ำผมมาสะดุดตากับเด็กชายตัวเล็ก ๆชาวชนเผ่าคนหนึ่งอายุน่าจะแค่10ขวบกว่ายืนขายหน่อไม้อยู่แถวนั้นนอกจากจะทำหน้าที่เป็นพ่อค้าขายของแล้วบนหลังของเด็กน้อยยังมีทารกอายุไม่กี่เดือนผูกติดอยู่ด้วยคาดว่าคงต้องช่วยพ่อแม่เลี้ยงน้องในขณะที่ต้องทำมาหากินไปด้วยเป็นภาพน่าประทับในของวันนั้นเลยทีเดียว

 

กาแฟกาแฟกาแฟ

หลังจากที่ได้สัมผัสบรรยากาศดี ๆยามเช้ากับของอร่อย ๆในตลาดเมืองซำเหนือแล้วผมก็ไม่วายนึกถึงกิจวัตรประจำของทุกเช้านั่นก็คือการดื่มกาแฟมาซำเหนือวันแรกผมอดกาแฟไปแล้ววันนี้ผมต้องหาคาเฟอีนส่งส่วยให้ร่างกายให้ได้ไม่อย่างนั้นร่างกายจะงอแงไม่ทำตามคำสั่งสมองจากข้อมูลของเจ้าของโรงแรมที่บอกไว้เมื่อวานนี้ผมจึงออกตามหาร้านกาแฟเวียดนามร้านนั้นทันทีหลังจากเสร็จภารกิจที่ตลาด โดยเดินไปร้านกาแฟที่ตั้งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากตลาดสามารถเดินไปถึงได้ภายในเวลาไม่ถึง15นาทีแต่แสงแดดก่อนแปดโมงเช้าก็ทำเอาเหงื่อออกซิก ๆพอเดินถึงหน้าร้านมีโทรศัพท์เข้าระหว่างที่คุยโทรศัพท์ก็ใช้ภาษามือสั่งกาแฟร้อน1แก้วแล้วก็คุยต่อระหว่างรอกาแฟมาเสิร์ฟจนกระทั่งวางสายไปแล้วพักใหญ่ ๆก็ยังไม่มีวี่แววของกาแฟมาเสิร์ฟที่โต๊ะผมก็เริ่มเอะใจว่าเด็กมันคงฟังภาษาไม่เข้าใจร้านก็แปลกมากเข้ามานั่งนี่ไม่มีคนเลยสักโต๊ะเดียวมองไปตรงที่เขาใช้ล้างจานเห็นแก้วกาแฟและอุปกรณ์การกรองกาแฟแบบเวียดนามกองไว้เป็นพะเนินเทินทึกคาดว่าเมื่อเช้าคงมีลูกค้ามาใช้บริการมากมายจนล้นร้านแน่ ๆกำลังจะลุกไปตามกาแฟก็มีหญิงสาวคนหนึ่งคาดว่าจะเป็นเจ้าของร้านเดินมาที่โต๊ะ“กาแฟหมดแล้วมีแต่เป็นแบบกระป๋องได้บ่” ผมนิ่งอึ้งไปนานมากนานจนตั้งสติบอกตัวเองได้ว่าความรู้สึกของคนที่ผิดหวังซ้ำซากเป็นอย่างนี้นี่เองแล้วผมก็เดินกลับโรงแรมด้วยอาการเหงา ๆคล้ายคนอกหัก...เพลงมา!

 

เที่ยวเมืองเวียงไซ

พาพี่ไปหาร้านกาแฟก่อนเลยได้ไหมเป็นประโยคแรกที่ผมพูดกับคำพาโชเฟอร์รถแท็กซี่ขณะที่เปิดประตูและก้าวขึ้นมานั่งด้านข้างคนขับเขาทำท่าครุ่นคิดอยู่สักพักก่อนจะตอบว่าตอนนี้ร้านขายกาแฟน่าจะปิดหมดแล้วแล้วก็ขับพาผมผ่านไปยังละแวกร้านเดิมที่ผมไปเมื่อเช้าผมสังเกตเห็นร้านกาแฟเวียดนามหลายร้านแต่ทุกร้านปิดเพราะขายหมดวันนี้ผมคงไม่มีโอกาสได้คาเฟอีนตกถึงท้องแล้วล่ะพรุ่งนี้ผมต้องเดินทางต่อไปหลวงพระบางเอาไว้ไปถึงที่นั่นแล้วจะซื้อกาแฟมาอาบให้หายแค้นเลยละกัน

งั้นไปเวียงไซกันเลยบ่”คนขับหันมาถาม

ไปโลด”

ระยะทาง30กิโลเมตรจากเมืองซำเหนือไปตามถนนที่ลัดเลาะขอบเขาแท็กซี่หนุ่มพาผมมุ่งหน้าสู่เมืองเวียงไซเมืองเล็ก ๆที่เคยเป็นศูนย์บัญชาการใหญ่ของกองทัพปลดปล่อยประเทศลาวในสมัยสงครามอินโดจีนเพราะเมืองถูกโอบล้อมด้วยภูเขาหินปูนสลับซับซ้อนมีถ้ำมากกว่า400แห่งอยู่ในเมืองและมีถ้ำสำคัญ12แห่งที่มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของชาติจึงถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทางประวัติศาสตร์ของสปป.ลาวที่ควรค่าแก่การมาเยือนเป็นอย่างยิ่ง

ขณะรถกำลังแล่นเข้ามาในเขตเมืองเวียงไซคำพาเปรยออกมาว่า“ที่เวียงไซก็มีร้านกาแฟนะ ขายทั้งวัน”

ผมถึงกับชันตัวพรวดขึ้นมาจากเบาะ “เฮ้ยจริงดิแล้วจะรออะไรกันอยู่ล่ะ”

แต่อยากให้ไปที่ถ้ำก่อนเดี๋ยวจะไม่ทันเวลาเพราะเขาจะมีไกด์นำเข้าไปเป็นรอบ”คนขับบอก

แล้วมึงจะรีบบอกกูทำไมเนี่ย”ผมคิดในใจแต่ไม่ได้พูดออกไปหรอก

โชเฟอร์แท็กซี่พาผมมาอยู่ที่หน้าศูนย์ข้อมูลข่าวสารการท่องเที่ยวถ้ำเมืองเวียงไซซึ่งเราต้องเข้าซื้อบัตรเข้าชมถ้ำต่าง ๆปัจจุบันมีถ้ำเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้6ถ้ำซึ่งเคยใช้เป็นที่พักและศูนย์บัญชาการของท่านผู้นำการปฏิวัติทั้ง4ท่านคือท่านไกสอนพมวิหานเจ้าชายสุพานุวงท่านหนูฮักพูมสะหวันและท่านคำไตสีพันดอนโดยจะมีเจ้าหน้าที่เป็นผู้นำชมรอบเช้าเริ่มเวลา9.00.และรอบบ่ายเวลา13.00.ผมมาสายไปหน่อยเลยต้องรีบซื้อบัตรแล้วรีบไปยังถ้ำแรกเพื่อไปสมทบกับนักท่องเที่ยวกลุ่มแรกที่เพิ่งจะเดินเข้าไปในถ้ำ

ถ้ำประวัติศาสตร์ที่ยังมีลมหายใจ

หากมองดูจากภายนอกถ้ำผู้นำก็เหมือนกับถ้ำในธรรมชาติทั่วไปแต่สิ่งที่น่าทึ่งก็คือเมื่อได้เข้าไปชมภายในแล้วจะเห็นว่าถ้ำในภูเขาหินปูนเหล่านี้ได้ถูกดัดแปลงเป็นห้องต่างตั้งแต่ห้องทำงานห้องประชุมห้องรับแขกห้องนอนห้องน้ำและห้องสำคัญคือห้องหลบภัยฉุกเฉินซึ่งใช้เมื่อมีการทิ้งระเบิดภายในห้องมีเครื่องสูบอากาศจากภายนอกพร้อมระบบป้องกันแก๊สพิษ และแรงระเบิดติดตั้งเอาไว้ด้วย

นอกเหนือจากห้องต่าง ๆที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตแล้วหากมาเยือนถ้ำท่านไกสอนพมวิหานอดีตประธานปะเทลาวแล้วจะมีห้องพิเศษเพิ่มขึ้นมาอีกได้แก่ห้องพักของแกนนำศูนย์กลางพรรคและห้องรับแขกต่างประเทศรวมทั้งสโมสรสำหรับเล่นกีฬาและศิลปะต่าง ๆอีกด้วยส่วนที่ถ้ำท่านสุพานุวงซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลกันบริเวณหน้าถ้ำจะมีบ่อน้ำรูปหัวใจซึ่งแต่เดิมเป็นหลุมที่เกิดจากการทิ้งระเบิดท่านสุพานุวงจึงให้ดัดแปลงทำเป็นบ่อน้ำรูปหัวใจเพื่อสื่อว่าศัตรูต่างชาติได้เข้ามาย่ำยีหัวใจของคนลาว

ผมไม่ได้เข้าไปชมถ้ำท่านหนูฮักพูมสะหวันและถ้ำท่านคำไตสีพันดอนเพราะเจ้าหน้าที่นำทางต้องไปพักเที่ยงแต่ก็พอจะมองเห็นถึงความสำคัญของถ้ำเหล่านี้ในอดีตซึ่งเคยใช้เป็นที่ทำการหน่วยงานต่างของกองทัพเมื่อสงครามสงบลงฝ่ายขบวนการปลดปล่อยประเทศลาวได้รับชัยชนะถ้ำเหล่านี้ก็ได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดีเมื่อได้มาเยือนและรับรู้ถึงเรื่องราวการต่อสู้ของท่านผู้นำแล้วก็ทำให้รู้สึกได้ถึงภาพสงครามที่แจ่มชัดเหมือนเพิ่งเกิดไปเมื่อวานนี้เอง

 

กาแฟอินเดียที่เวียงไซ

เมื่อออกมาจากถ้ำสุดท้ายผมก็เห็นคำพาจอดรถรออยู่หน้าถ้ำดูเหมือนเด็กหนุ่มจะรู้ว่าผมต้องการอะไรเขาขับเข้าไปยังใจกลางเมืองทันทีแล้วก็เลี้ยวเข้ามาจอดที่หน้าร้านอาหารเล็ก ๆร้านหนึ่งใกล้กับสี่แยก

ร้านนี้เป็นร้านขายอาหารตามสั่งของคนอินเดียมีกาแฟขายด้วย”คำพาบอก

ผมจึงชวนคำพาให้เข้าไปสั่งมื้อกลางวันกินด้วยกันเลยที่ร้านนี้พอเดินเข้ามาในร้านก็เห็นลูกค้ากลุ่มหนึ่งนั่งอยู่ก่อนแล้วหนึ่งในกลุ่มนั้นดูเหมือนจะจ้องมองผมตั้งแต่ตอนลงมาจากรถพอผมเดินเข้าไปใกล้ๆเด็กหนุ่มในกลุ่มนั้นก็ส่งยิ้มฟันขาวแล้วก็ทักผม

เจอกันอีกแล้วพี่มาเที่ยวเวียงไซเหรอครับ”

ผมจำได้ในทันทีว่าเป็นเด็กหนุ่มที่นั่งรถทัวร์มากจากเวียงจันทน์ด้วยกันเมื่อวันก่อนแล้วก็เป็นคนแนะนำให้ผมเดินลงเขาจากสถานีขนส่งเข้าไปในเมืองนั่นเองมาเจอกันอีกจนได้และยังพูดดักคอก่อนอีกว่าวันนั้นเห็นผมเรียกรถเข้าเมืองนึกว่าจะเดินไปดีแล้วจะได้ไม่เหนื่อยคุยไปคุยมาเจ้าหนุ่มบอกว่าเป็นคนเวียงจันทน์มาทำงานเป็นวิศวกรสร้างถนนอยู่ที่เมืองเวียงไซมิน่าถึงชอบแนะนำให้คนเดินไปตามถนนตอนแดดเปรี้ยง ๆคิดในใจว่าถ้าวันนั้นเดินเข้าเมืองจริง ๆตามที่เจ้าหนุ่มบอกวันนี้คงมีเรื่องต้องเคลียร์กันยาวแน่

ดูเหมือนว่าร้านอาหารอินเดียสะบายดีที่ผมเข้ามานั่งจะเป็นเพียงร้านเดียวในเมืองที่ขายอาหารพร้อมเมนูเครื่องดื่มร้อนเย็นพวกชาและกาแฟเจ้าของร้านเป็นเด็กหนุ่มเชื้อสายภารตะชื่อว่าปะกามาตั้งรกรากอยู่ที่ลาวนานหลายปีแล้วจนพูดภาษาลาวได้คล่องแคล่วคาดว่าน่าจะได้เมียเป็นคนลาวผมไม่ได้ถามต่อแต่ช่างเถอะเพราะภารกิจหลักของผมที่เข้ามาร้านนี้คือกินกาแฟไม่ได้มาสัมภาษณ์เรื่องครอบครัวของเจ้าของกิจการชาวอินเดียในสปป.ลาวเสียหน่อย

ในที่สุดกาแฟร้อนแก้วแรกในชีวิตตั้งแต่มาเยือนแขวงหัวพันก็มาวางลงตรงหน้ากลิ่นหอมของกาแฟโชยกรุ่นขึ้นแตะจมูกราวกับกลิ่นลาเต้จากสตาร์บัคส์นาทีนั้นผมไม่ใยดีกับกาแฟอเมริกาเลยสักนิดเพราะกาแฟอินเดียที่ตั้งอยู่เบื้องหน้ามันช่างมีเสน่ห์ยั่วยวนเสียยิ่งกว่าสิ่งใดกาแฟจิบแรกที่เข้าปากสามารถเรียกพลังกลับคืนมาได้อย่างน่าอัศจรรย์มากเอาเป็นว่าง่าย ๆนะอาบังชงกาแฟอร่อยจบข่าว

ก่อนกลับเข้าเมืองซำเหนือคำพาพาผมแวะไปเที่ยวถ้ำนกแอ่นซึ่งเป็นถ้ำขนาดใหญ่มีน้ำลอดผ่านสามารถเดินเที่ยวชมบริเวณปากถ้ำได้แต่ถ้าอยากชมถ้ำแบบลึกก็ต้องพายเรือเข้าไปเป็นระยะทางประมาณ500เมตรจะพายเองหรือให้เจ้าหน้าที่พายให้ก็ได้ดูลักษณะแล้วเหมือนชาวบ้านดูแลกันเองตั้งโต๊ะเก็บค่าเข้าชมแล้วก็มีเรือพายให้2-3ลำเจ้าหน้าที่เก็บตั๋วกับไกด์นำทางซึ่งเป็นคนเดียวกันกับคนพายเรือก็ยังเป็นเด็กอายุไม่น่าเกิน15พายเรือยังไม่ค่อยเป็นเพราะพาผมเข้าไปหมุนวนอยู่ในถ้ำหลายรอบบรรยากาศในถ้ำค่อนข้างมืดมีเพียงแสงไฟนีออนสลัว ๆที่เปิดไว้พอให้มองเห็นผนังถ้ำและหินงอกหินย้อยขากลับออกมาเจ้าเด็กน้อยก็พาเรือพุ่งไปชนหินก้อนใหญ่เข้าจังเบ้อเร่อเด็กน้อยมีสีหน้าตกใจกลัวว่าผมจะโกรธแต่ผมกลับขำแล้วก็บอกน้องให้มาหัดพายบ่อยจะได้คล่องแคล่วกว่านี้

แล้วการมาเยือนเมืองซำเหนือและเมืองเวียงไซแห่งแขวงหัวพันของผมก็สิ้นสุดลงแต่การเดินทางของผมยังไม่สิ้นสุดวันรุ่งขึ้นผมนั่งรถตู้โดยสาจากสถานีขนส่งซำเหนือมุ่งหน้าไปทำภารกิจต่อที่เมืองหลวงพระบางประสบการณ์9ชั่วโมงบนรถตู้ที่วิ่งลัดเลาะไปบนไหล่เขากับผู้โดยสารที่ส่วนใหญ่เป็นชนเผ่าจะน่าประทับใจเพียงใดไว้มีโอกาสจะมาเล่าสู่กันฟังนะครับ

 

 

เครดิตภาพ:วิกีพีเดีย

 

 

กลับ

Add a comment