ความสุขของฉัน

(comments: 0)

ความสุขของฉัน

โดยปาท่องโก๋

ความเอ๋ย ความสุข ใคร ๆ ทุกคน ชอบเจ้า เฝ้าวิ่งหา” เป็นท่อนหนึ่งในบทกลอนของท่านพุทธทาสภิกขุ แต่ความสุขของเราแต่ละคนไม่เหมือนกัน อยู่ที่ว่าใครให้ความสำคัญกับเรื่องไหน ไม่มีใครรู้ดีเท่าตัวเราเอง นั่นคือเราต้องหาให้เจอว่า อะไรคือความสุขของเรา และเราจะรู้ว่า เรามีความสุขและความทุกข์ได้อย่างไร เพราะสองสิ่งนี้เป็นเพื่อนรักกัน ไม่ว่าสุขจะอยู่ที่ไหน ทุกข์ก็ตามไปอยู่ที่นั่น ทุกข์อยู่ที่ไหนสุขก็มักจะตามไปอยู่ด้วย

ตามแนวคิดของนักจิตวิทยา Martin Seligman บอกว่า ความสุขเกิดจากการใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน 3 ระดับ อันได้แก่

ชีวิตที่สนุกสนาน (The Pleasant Life) ความสุขคือ การได้หัวเราะ ได้กินดีอยู่ดี ได้นอนหลับฝันดี ได้ยิ้ม ความสุขในระดับนี้ คือการได้ทำสิ่งที่เราชอบบ่อย ๆ กิจกรรมที่ทำให้เรารู้สึกมีความสุข เช่น การได้กินอาหารอร่อย ๆ ได้ออกไปวิ่ง ซึ่งรวมแล้วเรียกว่า กิจกรรมที่ทำให้เราอารมณ์ดี แต่ความสุขในระดับนี้มักจะเกิดขึ้นและหายไปอย่างรวดเร็ว หรือเราอาจจะรู้สึกสนุกสนาน แต่ลึก ๆ ในใจเรายังกังวล ยังรู้สึกเหมือนขาดอะไรไป

ชีวิตที่ดี (The Good Life) คนที่มีความสุข คือคนที่ทำงานยุ่งตลอดทั้งวัน และตอนกลางคืนก็ง่วงจนไม่มีเวลาให้กังวล ก็เป็นความสุขอีกระดับหนึ่ง นั่นคือการได้ทำในสิ่งที่เรารัก ทำให้เราทุ่มเทใช้ความสามารถ ใช้ฝีมือและความถนัดของเรา ความพึงพอใจจากการทำงานสำเร็จ ความภูมิใจในฝีมือของตัวเอง ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิต และทำให้เกิดความพึงพอใจในชีวิตได้มากกว่าการใช้ชีวิตที่สนุกสนานไปวัน ๆ การมุ่งมั่นทำงานโดยที่ไม่สนใจเวลาที่ผ่านไปจะเกิดขึ้นได้จากการใช้ความสามารถ ใช้ความถนัดของเรา เช่น คนที่รักการเรียนรู้ ก็จะใช้เวลาไปกับการอ่านหนังสือ หรือดูวิดีโอการสอนสิ่งต่าง ๆ พยายามทำความเข้าใจ เรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ กิจกรรมเหล่านี้ทำให้เรายุ่งจนลืมเวลา

ชีวิตที่มีความหมาย (The Meaningful Life) ความสุขในระดับนี้คือ การมีจุดหมาย การมีชีวิตที่มีคุณค่ามีความหมาย การใช้ความสามารถและความถนัดของเรา เพื่อตอบแทนสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเรา จะนำเราไปสู่ชีวิตที่มีความสุขที่ยั่งยืน เป็นชีวิตที่เติมเต็ม

ฉะนั้นชีวิตที่เป็นทุกข์ ก็คือสิ่งที่ตรงกันข้ามกับ 3 ข้อดังกล่าว ตามแนวคิดของนักจิตวิทยาท่านนี้ ที่นำมากล่าวอ้าง

สำหรับฉันในวัยที่เกิน 50 ปี ผ่านความสุขและความทุกข์ที่ว่านี้มาตลอด ทั้งสองสิ่งสลับกันเดินเข้ามาในชีวิตของฉัน จนถึงตอนนี้ก็ยังมีมาเป็นระยะ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ การมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อความสุขและความทุกข์ ที่เดินเข้ามาหา

ฉันให้ความสำคัญกับสิ่งรอบ ๆ ตัว คือครอบครัวและญาติพี่น้องทั้งในของตนเองและของสามี สิ่งสำคัญรองลงมา ก็คือเพื่อน ทั้งรุ่นพี่ รุ่นน้องและรุ่นเดียวกัน ที่สนิทสนมคุ้นเคยทั้งในสวิตเซอร์แลนด์ และประเทศไทย

เมื่อจำกัดสิ่งที่อยู่รอบข้าง ความสุขและทุกข์ก็ถูกจำกัดไปด้วย เพราะเราจะสุขจะทุกข์น้อยลงกับสิ่งที่ไกลตัว และเรื่องที่ทำให้สุขหรือทุกข์ ก็จะวนเวียนอยู่ในเรื่องของสังขาร ความเสื่อมตามธรรมชาติ ตามอายุขัยที่มากขึ้น โรคภัยต่าง ๆ เริ่มเข้ามาทักทาย สิ่งแรกคือต้องเข้าใจความเป็นไปของธรรมชาติ ไม่มีใครพ้นจากกฎเกณฑ์นี้ไปได้ อาจแตกต่างกันเพียงระยะเวลาที่มาถึง แต่สิ่งไหนถ้าทำแล้วชะลอการเดินทางตามกฎธรรมชาติได้ก็พยายามทำ และสุดท้ายก็ต้องรู้ว่า สิ่งต่าง ๆ ไม่แน่นอน ปล่อยวางได้กับทุกสิ่งอย่าง แม้นไม่ง่าย แต่ต้องฝึก ฝึก และฝึก โดยฉันมีหลักง่าย ๆ ว่า ทำตัวให้เป็นคนตัวเล็ก ๆ ง่าย ๆ และพยายามอย่าให้มีภาระ แค่นี้ความสุขก็มาอยู่กับฉันมากกว่าความทุกข์แล้ว

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ฉันให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตให้มีความหมายมากขึ้น กับการทำงานจิตอาสา ใช้สิ่งที่ตัวเองมีให้เกิดประโยชน์กับคนอื่น ๆ ที่ไกลตัวออกไป แต่ก็พยายามไม่ทำให้คนข้าง ๆ รู้สึกเดือนร้อน ความสมดุลจึงเป็นอีกคำหนึ่งที่ต้องไม่ลืมนำมาใช้

สุดท้ายฉันใช้ความพยายามพัฒนาตนเอง ทั้งทางโลก ไม่ว่าจะเรื่องภาษา สิ่งที่ส่งเสริมอาชีพ และทางธรรม เพื่อนำฉันไปสู่ชีวิตที่มีความสุขที่ยั่งยืนได้ นั่นเป็นความหวังที่อาจจะไกล แต่ก็อาจไปถึง...ไหมหนอ..

ความเอ๋ย ความสุขใคร ๆ ทุกคน ชอบเจ้า เฝ้าวิ่งหา

แกก็สุข ฉันก็สุขทุกเวลา แต่ดูหน้าตาแห้ง ยังแคลงใจ

ถ้าเราเผา ตัวตัณหา ก็น่าจะสุข ถ้ามันเผา เราก็ “สุก” หรือเกรียมได้

เขาว่าสุข สุขเน้อ อย่าเห่อไป มันสุขเย็น หรือสุกไหม้ ให้แน่เอ่ยฯ

(ท่านพุทธทาสภิกขุ)

 

อ้างอิง
https://www.nicetofit.com/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82/

 

กลับ

Add a comment