มีอะไรพูดคุยกันได้นะ ...ปาท่องโก๋

(comments: 0)

ด้วยความที่เป็นคนไทย ครอบครัวสอนมาตั้งแต่เด็ก ๆ ว่า ความเกรงใจเป็นสมบัติของผู้ดี ทำให้ฉันเป็นคนที่คิดว่า “อะไรก็ได้ตามใจ” กับคนที่เพิ่งรู้จักคบหากันไม่ว่าจะเป็นเพื่อนใหม่ หรือคนที่กำลังจะคบหาดูใจกัน เผื่ออนาคตอาจได้เป็นคู่ตุนาหงัน จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่เราต้องทำตัวให้ดูเป็นนางเอกหรือดูลาดเลากันก่อนว่า เขาเป็นอย่างไร ควรพูดคุยกันได้ตรงไป ตรงมาหรือว่าต้องชักแม่น้ำทั้งห้า

ตอนแรกที่รู้จักคบหากับสามีใหม่ ๆ เราเป็นคนประเภทเกรงใจ ตามใจเธอ ไม่ค่อยมีปากมีเสียง แต่การเป็นคนแบบนี้ ดูจะไม่ค่อยถูกใจคนที่กำลังคบหาดูใจกันอยู่ เพราะเขานั้น เป็นคนตรงยิ่งกว่าไม้บรรทัด คบกันไปเถียงกันบ้าง ทะเลาะกันบ้าง แต่ก็ค่อย ๆ ปรับกันไป จนสุดท้ายถึงรู้ว่าเขาต้องการให้เรารู้จักพูดสิ่งที่ต้องการออกมา เมื่อไม่พอใจแล้วเงียบเขาก็ไม่รู้ว่าเรากำลังไม่พอใจ การเรียนรู้กันและกันและการปรับตัวเข้าหากันทำให้ใจเราก็เข้าหากันด้วย เมื่อเกือบจะตกลงปลงใจมาใช้ชีวิตด้วยกัน การสื่อสารและบอกกล่าวถึงความต้องการแต่ละฝ่ายให้เข้าใจตรงกันจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรเก็บไว้ เพราะไม่เช่นนั้นอาจจะทำให้เราต้องแยกทางกันเพราะคิดไม่เหมือนกันจนอยู่ด้วยกันไม่ได้ การได้ตกลงกันไว้ก่อนอย่างน้อยก็ลดความเสี่ยงไปได้ระดับหนึ่ง

ก่อนการเริ่มต้นชีวิตคู่ของฉันนั้นเราได้ตกลงกันไว้ก่อนว่า มีอะไรจะต้องหันหน้ามาพูดกันเพราะเขารู้ตัวเองดีว่าต้องการอะไร โชคดีที่เขาเป็นคนตรง รู้จักใช้เงิน โกรธง่ายหายเร็ว ฉันรู้ว่าลึก ๆ แล้วเขาเป็นคนดี และไม่เคยหันแต่ด้านดีมาให้เราเห็นเพียงด้านเดียว ตอนเริ่มชอบกันใหม่ ๆ เขาไม่เคยมีของขวัญแม้ดอกไม้สักดอกก็ไม่เคยให้ ตั้งแต่คบกันมาจนถึงบัดนี้ก็ไม่เคยมี ส่วนฉันเองก็ไม่ได้รู้สึกว่า สิ่งพวกนี้เป็นสิ่งสำคัญ เราจึงคบกันมาได้ และที่สำคัญมีอะไรก็พูดคุยกันก่อนเพื่อเราทั้งสองจะได้ไม่มานั่งเสียใจทีหลังหรือมาบ่นว่า ทำไมเธอไม่บอกฉันก่อน

เขาบอกฉันไว้ก่อนว่า เมื่อเกษียณเขาจะไม่ไปอยู่ประเทศไทย เขาไม่ต้องการมีลูก และเขาไม่ใช่เศรษฐีที่จะเลี้ยงดูครอบครัวของฉันด้วย (ข้อนี้เขารับข่าวสารและประสบการณ์จากคนที่แต่งงานกับสาวชาวเอเชีย เช่น คนฟิลิปปินส์ต้องส่งเงินกลับไปบ้านตลอด) นี่คือ 3 ข้อหลักที่เราคุยกันก่อนแต่งงาน สำหรับฉันเรื่องเหล่านี้ไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด

เพราะข้อ 1 นั้น ฉันไม่ได้ยึดติดอะไรที่เมืองไทย ฉันมีพ่อแม่ น้องชาย 2 คน และครอบครัวของเขา ซึ่งก็ห่างกันตั้งแต่อยู่เมืองไทยแล้ว เพราะตั้งแต่อายุ 18 ปีฉันก็ต้องมาอยู่หอพัก กลับบ้านเฉพาะเสาร์อาทิตย์ พอเรียนจบทำงาน พ่อแม่และน้อง ๆ ก็ย้ายกลับไปอยู่ต่างจังหวัด ฉันอยู่กรุงเทพฯ ตัวคนเดียว ทุก ๆ 2-3 เดือน พ่อแม่และน้อง ๆ ขึ้นมาหาฉันบ้างสลับกับฉันลงไปหาบ้าง แม้ว่าเราจะคิดถึงกันแต่ก็ไม่ได้มีชีวิตที่ผูกติดกัน

การได้มาดูลาดเลาที่สวิสและยุโรปก่อนเป็นเวลา 3 เดือน นั่นก็เป็นความคิดของเขาเพื่อที่จะให้ฉันได้เห็นความเป็นอยู่ของคนที่นี่ก่อน เขาคิดว่า จะช่วยให้ฉันเห็น คิด และตัดสินใจได้ง่ายกว่า ซึ่งก็ทำให้ฉันเห็นอะไรมากมายจริง ๆ และฉันก็ชอบสวิสที่การไปไหนมาไหนสะดวกสบาย บ้านเมืองเป็นระเบียบเรียบร้อย ไปที่ไหนก็สวยงามไปหมด คนในครอบครัวเขาโดยเฉพาะพ่อกับแม่ดูจะดีใจที่ลูกชายคนเล็กจะแต่งงานแม้อายุเกือบจะ 50 ปีแล้วในตอนนั้น ถึงแม้ตอนแรกท่านจะรู้สึกแปลกใจที่ลูกชายบอกว่าจะแต่งงานกับสาวไทย พี่ชาย พี่สะใภ้ พี่สาว พี่เขยของเขาก็ดูเป็นคนใจดีและใจกว้าง ส่วนเพื่อน ๆ ของเขาและคนทั่ว ๆ ไปตามถนนหนทางก็ดูเป็นมิตรดี เมื่อเดินสวนกันไปมาก็ทักทาย “เกรือเซอะ ๆ” สิ่งที่เห็นด้วยตาและสัมผัสได้ด้วยใจทำให้ฉันตัดสินใจได้ไม่ยากตราบใดที่เรายังอยู่ด้วยกัน

ข้อ 2 ฉันไม่อยากมีลูก เพราะตอนนั้นอายุก็เกือบจะ 42 ปีอยู่แล้วจึงไม่อยากมีลูกให้กวนตัว เรื่องการไม่มีลูกฉัน คิดไว้ตั้งแต่ยังไม่มีแฟน ไม่รู้ว่า เพราะอะไร อาจเป็นเพราะเห็นหลาน ๆ ลูก ๆ ของน้องชาย เห็นความลำบากของน้องชายในการเลี้ยงดูครอบครัว ฉันจึงคิดว่า ไม่มีเสียดีกว่า

ข้อ 3 ตอนแรกฉันก็ไม่ค่อยพอใจสักเท่าไรแต่คิดกันตามหลักความจริงก็ดูจะไม่เป็นธรรมกับเขานักถ้าจะให้เขามาส่งเสียพ่อแม่เรา แต่เราคุยกันได้ ฉันบอกเขาว่า เธอไม่ต้องส่งเสียพ่อแม่ฉันหรอกแต่เธอต้องเข้าใจนะว่า พ่อแม่ฉันไม่เหมือนพ่อแม่ของเธอที่ได้เงินบำนาญดูแลตัวเองได้และขนบธรรมเนียมประเพณีของคนไทยคือต้องดูแลพ่อแม่ เพราะฉะนั้นเป็นสิทธิและหน้าที่ของฉันที่ต้องดูแลพ่อแม่ของฉัน แต่ฉันจะไม่รบกวนเธอแน่นอน และฉันจะต้องบอกกับพ่อแม่ของฉันให้เข้าใจด้วยว่า เรามีสถานะรวมทั้งฐานะเป็นอย่างไร และขอให้อย่าไปเปรียบเทียบกับใคร ๆ ฉันว่า เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่สำคัญ สำหรับคนที่แต่งงานกับฝรั่งควรต้องทำความเข้าใจและควรพูดคุยกับครอบครัวตัวเองให้เข้าใจด้วย ไม่เช่นนั้นเขาจะคิดว่า ฝรั่งทุกคนรวยและต้องให้เงินเขาปลูกบ้าน ซื้อรถ ฯลฯ โชคดีที่ครอบครัวฉันเข้าใจและเขาสามารถดูแลตัวเองได้ไม่ลำบาก อย่างน้อยก็ช่วงที่ฉันจะมาเริ่มต้นใช้ชีวิตในต่างแดนช่วงแรก ๆ แต่ถ้ามีอะไรฉุกเฉินฉันก็พอมีเงินเก็บอยู่บ้าง

การที่คนสองคนตกลงจะใช้ชีวิตร่วมกัน การพูดคุยทำความเข้าใจเรื่องความต้องการของกันและกันก่อนตัดสินใจเดินทางเข้าสู่ประตูวิวาห์มาใช้ชีวิตฉันสามีภรรยานั้น เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง อย่างน้อยก็เป็นการลดความเสี่ยงในชั้นต้นไปได้ กรณีคู่ของฉันถ้าความต้องการหรือความคิดข้อหนึ่งข้อใดไม่ตรงกัน เราก็จะไม่แต่งงานหรือไม่มาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันแน่ ลองคิดดู ถ้าเราไม่เคยคุยเรื่องพวกนี้ก่อนแต่งงาน เมื่อแต่งงานไปแล้วอยู่มาวันหนึ่ง คนหนึ่งบอกฉันอยากมีลูกแต่อีกคนไม่อยากมี พอแก่ตัวไปคนหนึ่งบอกฉันจะกลับไปอยู่เมืองไทยแต่อีกคนบอกฉันไม่ไป อีกคนบอกฉันขอเงินส่งไปให้ครอบครัวของฉันนะ อีกคนบอกฉันแต่งงานกับเธอไม่ใช่แต่งงานกับครอบครัวเธอ บางคนอาจบอกว่า เธอรักฉันเธอก็ต้องรักครอบครัวฉันด้วย นั่นแสดงว่า เธอไม่ได้รักฉัน เรื่องราวก็จะไปกันใหญ่ นั่นอาจเป็นที่มาของการหย่าร้างในเวลาต่อมาได้ เพราะฉะนั้นมีอะไรพูดคุยกันได้ตั้งแต่เริ่มต้นก่อนตกลงปลงใจกันนะคะ

เมื่อผ่านช่วงนั้นมาก็ถึงเวลาได้มาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันจริง ๆ แบบ 24 ชั่วโมงตลอด 7 วัน เราจะเห็นอะไรซึ่งกันและกันมากขึ้น คำว่า การปรับตัวและการปรับใจจึงเกิดขึ้น ข้อความที่ว่า “มีอะไรพูดคุยกันได้นะ” ยังคงเป็นเรื่องสำคัญของการอยู่ร่วมกันของคนตั้งแต่สองคนขึ้นไป

เรื่องสำคัญ ๆ จากประสบการณ์ส่วนตัว มีดังนี้

สื่อสารกันด้วยภาษาพูด คนเราสื่อสารกันด้วยภาษา คู่ชีวิตของเราย่อมต้องการผู้ที่เขาสามารถพูดคุยปรับทุกข์ให้คำปรึกษาได้หรือแสดงความยินดีเมื่อเขาประสบความสำเร็จ การได้ยินคู่ของเราพูดแสดงความห่วงใยให้กำลังใจเป็นการเติมน้ำตาลให้ชีวิตคู่ การย้ายมาอยู่ที่สวิสถ้าเราอยากจะพูดคุยสื่อสารกับคนที่นี่เราก็ต้องเรียนภาษาที่เขาใช้กัน แต่ภาษาที่นี่มีถึงสองภาษาและยากเสียด้วย นั่นคือภาษาสวิสท้องถิ่นที่เรียกว่า “เบิร์นดุช” เพราะอยู่ในรัฐเบิร์น เป็นภาษาพูด (คนสวิส มีภาษาพูดแบ่งตามถิ่นฐานอยู่ 7-8 ภาษา) ส่วนภาษาเขียนและภาษาราชการในเขตที่ฉันย้ายมาอยู่นี้คือภาษาเยอรมัน เหมือนที่ชาวเยอรมันใช้กัน (ยังมีภาษาอิตาลี ฝรั่งเศส แลโรมัน อีกตามถิ่นที่อยู่) จริง ๆ เรื่องภาษาเขาสอนฉันตั้งแต่รู้จักและเดินทางท่องเที่ยวด้วยกันแล้ว แต่ที่เขาสอนคือภาษาพูดท้องถิ่นซึ่งไม่ได้สอนอย่างจริงจัง จนย้ายมาอยู่ที่สวิสแล้วเขาก็เริ่มไม่พูดภาษาอังกฤษกับฉัน พูดแต่ภาษาถิ่นโดยไม่สนใจว่า ฉันจะเข้าใจหรือไม่ ครั้งหนึ่งฉันถึงกับร้องไห้ระหว่างนั่งกินข้าวเที่ยงกันที่ระเบียงหลังบ้านโดยมีภูเขาสามลูกคือ Eiger Mönch และ Jungfrau เป็นพยาน ตักอาหารเข้าปากไปน้ำตาก็ไหลรินออกมา จนเขาตกใจ คิดว่า ฉันเกิดบ้าอะไรขึ้นมา อยู่ ๆ ก็ร้องไห้ เขาถามว่า เป็นอะไร ฉันตอบไปอย่างนั้นว่า “I miss my mom” จนเขานำเรื่องนี้มาล้อฉันถึงทุกวันนี้ แต่นั่นเป็นการร้องไห้ออกมาด้วยความอัดอั้นตันใจกับหลาย ๆ สิ่ง ฉันว่า พวกเราก็คงเคยมีประสบการณ์อันแสนทรมานแบบนี้กันมาบ้าง ตามความคิดของเขาคือฉันต้องพูดภาษาท้องถิ่นก่อนเพราะคนที่นี่เขาพูดกันด้วยภาษานี้และฉันต้องเป็นฝ่ายปรับตัวให้เข้ากับคนที่นี่ แต่ฉันกลับคิดว่า ควรจะเรียนภาษาราชการก่อนเพื่อหางานทำ เพราะถ้าฉันจะทำงานในวิชาชีพที่เรียนจบมาก็ต้องสอบภาษาเยอรมันในระดับบี 2 ให้ผ่าน แต่สุดท้ายฉันก็แพ้เขา ฉันเริ่มต้นเรียนภาษาถิ่นก่อน ส่วนภาษาเยอรมันนั้นฉันไปซื้อหนังสือมาเรียนรู้ด้วยตนเองและไปลงเรียนการพูดในโรงเรียนสอนภาษา

เมื่อเวลาผ่านไปหลายปีฉันสื่อสารภาษาท้องถิ่นได้ ถึงรู้ว่า สิ่งที่เขาคิดนั้นถูก และฉันรู้สึกขอบคุณเขามากเพราะเวลาที่ฉันไปฟังข้อมูลหรือความรู้ที่จัดให้เข้าฟังฟรี ถ้าเป็นเรื่องที่ฉันสนใจฉันก็ชอบที่จะไปฟังเพราะนั่นเป็นความรู้ และเขาจะไม่พูดด้วยภาษาเยอรมัน มีครั้งแรก ๆ ที่วิทยากรถามว่า จะให้เขาพูดภาษาเยอรมันไหม ฉันบอก “ไม่ต้อง” ทุกครั้ง ข้อดีอีกอย่างคืองานที่ฉันทำตอนสมัครงาน ถ้าใครพูดภาษาท้องถิ่นได้จะได้เปรียบเพราะผู้สูงอายุส่วนใหญ่ไม่ชอบพูดภาษาเยอรมันที่เป็นภาษาเขียน ถึงอย่างไรภาษาเยอรมันที่เป็นภาษาราชการยังคงมีความจำเป็นที่ต้องเรียนรู้ เพราะจะทำให้เราเข้าใจเรื่องราวจากการอ่านและการนำไปใช้ได้ทุกสถานการณ์ในชีวิต ผ่านมาจะ 9 ปีฉันสอบผ่านระดับบี 1 มาจะสามปีแล้ว ความหวังต่อไปคือสอบผ่าน บี 2 ฉันบอกเป้าหมายของฉันกับสามี ส่วนเขาจะคิดอย่างไรก็เป็นเรื่องของเขา ฉันทำหน้าที่ของฉันแล้ว คือบอกเขาให้เขารับรู้

พูดคุยกันด้วยความจริงใจ เมื่อถึงเวลาที่ฉันได้งานทำ สามีเขาก็ดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในบ้าน ค่าประกันสุขภาพ ค่าสมาชิกห้องสมุด ค่าสมาชิกของชมรมกีฬาปิงปอง ฯลฯ เหมือนเดิม เขาไม่เคยบอกให้ฉันช่วยเขาออกค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในบ้าน ฉันจึงมีเงินเก็บมากขึ้นและก็ถึงเวลาที่ฉันควรจะได้ส่งเสียพ่อแม่ ฉันบอกกับเขาด้วยความจริงใจและไม่ปิดบัง เขาก็รับทราบ และบอกว่า ต่อไปถ้าฉันจะส่งเสียดูแลพ่อแม่ให้ฉันทำได้ตามสบายไม่ต้องบอกเขาอีก เรื่องนี้ทำให้ฉันรู้สึกว่า ฉันคิดถูก ที่จะทำอะไรก็บอกกับเขาตามตรงเพราะผลของมันทำให้ฉันรู้สึกอิ่มเอม ต่อมาฉันก็เริ่มแบ่งเบาภาระของเขาโดยไม่รอให้เขาบอก ฉันว่า มันยุติธรรมดี ฉันจ่ายค่าประกันสุขภาพของฉันเอง ฉันดูแลเรื่องค่าสมาชิกต่าง ๆ เอง เพราะการทำให้เขารู้สึกว่า เมื่อเรามีเรารู้จักแบ่งปันช่วยเหลือ ไม่ใช่ลักษณะ “ของเธอ เราแบ่งกัน ของฉันคือของฉัน เธอห้ามยุ่ง” ฉันว่า คนเราไม่จำเป็นต้องแบ่งปันเฉพาะกับสามีหรือภรรยาหรอก เพราะความเห็นอกเห็นใจกัน ดูเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ก็ซื้อความไว้วางใจ ความเชื่อมั่นในกันและกันได้มากทีเดียว

เรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ แม่ฉันเคยถามว่า เขาให้ฉันเก็บเงินบ้างไหม เหมือนสมัยแม่ที่พ่อทำงานแล้วแม่เป็นคนเก็บเงิน ฉันได้แต่ขำแล้วบอกแม่ว่า จะไปเอาอะไรกับเขา เขาดูแลลูกของแม่อย่างดี งานก็ไม่ให้ไปทำ ที่ทำอยู่นี่ก็ลูกของแม่ต้องการทำเองและยังพาไปเที่ยวอยู่เสมอ ๆ อีก แม่ก็คือแม่ กลัวว่า ลูกจะลำบากถ้าไม่มีอะไรเป็นของตัวเองบ้างเลย ฉันก็เข้าใจและได้แต่บอกว่า ไม่ต้องเป็นห่วง ลูกแม่ฉลาดพอและโปรดอย่าหวังเงินของคนอื่นเพราะกว่าเขาจะมีเงิน เขาก็ต้องทำงาน ทั้งเหนื่อย ทั้งเครียด ขอให้คิดถึงใจเขาใจเราบ้าง

ฉันคิดว่า ในฐานะคนกลางระหว่างพ่อแม่ที่เมืองไทยกับสามีที่เราอยู่ด้วย เราต้องสื่อสารให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจ สถานการณ์ความเป็นจริงของตัวเรา ส่วนเขาจะเข้าใจและยอมรับได้มากน้อยแค่ไหนก็เป็นเรื่องของเขา โชคดีของฉันที่ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรฉันก็จะสื่อสารให้ทั้งสองฝ่ายได้เข้าใจตรงกับความต้องการของฉันก่อนทุกครั้ง

กลับ

Add a comment