คีเลชั่นบำบัด

(comments: 0)

โดย พษมลวรรณ

ปัจจุบันเราต้องผจญกับสิ่งแวดล้อมเป็นพิษมากมาย ทั้งทางอากาศ ทางน้ำ เครื่องสำอาง การย้อมผม วัสดุก่อสร้าง สารเคมี และอาหารการกิน ซึ่งมีสารโลหะหนักปนเปื้อนมาด้วย ทำให้ร่างกายเราได้รับสารเหล่านี้โดยไม่รู้ตัว และถ้าเรารับสารพิษเหล่านี้เกินมาตรฐานโดยค่อย ๆ สะสมไปเรื่อย ๆ จนก่อให้เกิดอาการของโรคต่าง ๆ ซึ่งบางครั้งเราไปตรวจกับแพทย์แผนปัจจุบันก็ไม่พบสาเหตุ ดังนั้น คีเลชั่นบำบัดจึงเป็นแพทย์ทางเลือกให้กับผู้ป่วยที่มีอาการป่วยเป็นประจำโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือสำหรับผู้ที่ยังไม่มีอาการป่วย แต่ต้องการจะดูแลร่างกายให้มีสุขภาพแข็งแรงเพื่อป้องกันโรคภัย

คีเลชั่นบำบัด (Chelation therapy) คือ การกำจัดของเสียออกจากร่างกาย เช่น โลหะหนัก โดยใช้สารเคมีที่ไม่เป็นพิษต่อร่างกาย (เช่น โปรตีนสังเคราะห์ EDTA) เข้าไปจับตัวกับอนุภาคของโลหะหนัก อาทิ สารตะกั่ว สารปรอท แคดเมียม ฯลฯ ผ่านสารประกอบทางเคมีประเภทกรดอะมิโนที่เรียกว่า EDTA ผสมกับวิตามินและแร่ธาตุ ซึ่ง EDTA จะทำหน้าที่สำคัญในการจับสารโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว ปรอท สารหนู หรือแม้แต่แคลเซียมส่วนเกินที่สะสมตกค้างในเนื้อเยื่อและพอกอยู่ตามผนังหลอดเลือดของเรา โดยการขจัดโลหะหนักเหล่านี้ออกมาผ่านระบบปัสสาวะ ทั้งนี้ การทำคีเลชั่นจะให้สารน้ำทางหลอดเลือดโดยใช้ตัว EDTA ในการขจัดของเสีย ซึ่งเราสามารถตรวจโลหะหนักได้จาก Live blood โดยทำได้ทุกสัปดาห์ เมื่อทำคีเลชั่นบำบัดครบ 7 ครั้ง แพทย์จะให้เจาะเลือดเพื่อตรวจดูว่า เลือดกระจายตัวได้ดีขึ้นหรือไม่

อาการที่สะสมจากสารพิษหรือโลหะหนัก บางครั้งจะมีอาการป่วยต่าง ๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ อาทิ ปวดศีรษะ หงุดหงิดง่าย อ่อนเพลีย ง่วงนอน สมาธิไม่ดี หลง ๆ ลืม ๆ ปวดเมื่อยตามร่างกาย ท้องผูกเรื้อรัง กลิ่นตัว ปากเหม็น สิว ฝ้า กระ เบื่ออาหาร ท้องอืด ทั้งนี้ คนที่ได้รับสารโลหะหนักมาก ๆ จะทำให้เซลล์เสื่อม สมรรถนะทางเพศลดลง พันธุกรรมเปลี่ยนไป รู้สึกไม่สบายตัว

คีเลชั่นบำบัดเหมาะกับใคร

ผู้ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีสารพิษมาก

ผู้ที่อ่อนเพลียโดยไม่ทราบสาเหตุ หงุดหงิดบ่อย โมโหง่าย

เส้นเลือดหัวใจตีบ (ที่มีสาเหตุมาจากพิษของโลหะหนัก)

กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (ที่มีสาเหตุมาจากพิษของโลหะหนัก)

เบาหวาน ภาวะนอนไม่หลับ อ่อนเพลีย (ที่มีสาเหตุมาจากพิษของโลหะหนัก)

ผู้ที่ตรวจพบสารพิษและโลหะหนักในร่างกายจำนวนมาก

ผู้ที่รับประทานอาหารไม่เหมาะสม เช่น หวานจัด มันจัด เนื้อสัตว์ ของทอด ปิ้งย่าง

ผู้ที่มีภาวะเครียดเป็นเวลานาน

ผู้ที่สูบบุหรี่จัด ดื่มแอลกอฮอล์มาก

สตรีที่กำลังวางแผนการตั้งครรภ์

การเตรียมตัว

ก่อนทำคีเลชั่นบำบัดควรพบแพทย์และตรวจระดับการทำงานของไต

ระหว่างที่ร่างกายกำจัดสารพิษและลดโลหะหนักสะสม ไตจะทำงานเพิ่มขึ้น ควรดื่มน้ำสะอาดมากขึ้น

ควรรับประทานวิตามิน และแร่ธาตุต่าง ๆ ในรูปอาหารเสริมเพิ่มขึ้นจากอาหารประจำวัน เพราะระหว่าง ทำคีเลชั่นบำบัดร่างกายอาจมีการสูญเสียแร่ธาตุไปบ้าง

ดื่มน้ำมาก ๆ ประมาณ 2 ลิตรต่อวัน เป็นเวลา 3 วัน หลังจากทำคีเลชั่นบำบัด เพื่อให้น้ำช่วยนำพาสารพิษขับออกทางปัสสาวะได้มากขึ้น

นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ประมาณ 6-8 ชั่วโมง เนื่องจากหลังการทำคีเลชั่นอาจมีอาการอ่อนเพลีย

ควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของสีผสมอาหาร อาหารทะเลที่มีสารตะกั่วปนเปื้อน

อาการระหว่างทำคีเลชั่นและหลังทำ

บางคนอาจมีอาการปวดศีรษะ วิงเวียนศีรษะ (เกิดขึ้นน้อย) จึงควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หรือดื่มน้ำผลไม้ทดแทน จะทำให้อาการทุเลาและหายไปเอง แต่ถ้าอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

ผลจากการทำคีเลชั่นบำบัด นอกจากจะช่วยกำจัดโลหะหนักแล้ว (โลหะหนักจะถูกกำจัดออกทางปัสสาวะ) ยังช่วยกำจัดไขมันและคอเรสเตอรอลด้วย หลังการทำคีเลชั่นจะทำให้หลอดเลือดแข็งแรง ลดการอุดตัน (หลอดเลือดปกติจะนุ่มและยืดหยุ่นง่าย แต่ถ้ามีหินปูนหรือตะกรันเกาะ จะทำให้หลอดเลือดแข็ง) นอกจากนี้ การทำคีเลชั่นยังช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง ช่วยให้สุขภาพแข็งแรงขึ้น เพิ่มภูมิคุ้มกัน ระบบไหลเวียนเลือดก็จะดีขึ้นด้วย ซึ่งจะช่วยให้ฝ้าและกระจางลง ผิวจะสดใสขึ้น

การปฏิบัติตัวหลังทำคีเลชั่น

ต้องรับประทานวิตามินเสริม เช่น วิตามินซี หรือวิตามินรวม

หลังทำคีเลชั่นบำบัด สามารถรับประทานยาที่รับประทานอยู่ประจำได้ตามปกติ และควรรับประทานวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ ตามที่แพทย์จัดให้

ระยะเวลาในการทำคีเลชั่นบำบัด ประมาณ 1.5-2 ชั่วโมง และระหว่างทำทำคีเลชั่นบำบัดคนไข้สามารถพักผ่อนดูโทรทัศน์ อ่านหนังสือหรือฟังเพลงได้ตามปกติ เมื่อทำคีเลชั่นบำบัดเสร็จแล้ว สามารถประกอบกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้เหมือนเดิม

ผู้ที่ไม่เหมาะกับการทำคีเลชั่นบำบัด

ผู้ป่วยโรคไต

ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง

สตรีตั้งครรภ์

คนอ้วน

ผู้ป่วยโรคหัวใจโตหรือเคยมีประวัติเป็นโรคหัวใจ น้ำท่วมปอด

ผู้ที่มีปัญหาการแข็งตัวของเลือด

ผู้ป่วยตัวเหลือง หรือผู้ที่เป็นโรคห้ามรับประทานถั่วปากอ้า (ถ้ารับประทานถั่วปากอ้าแล้วเม็ดเลือดแดงจะแตก)

ขอบคุณข้อมูลจากสกรีนดอร์คลินิก (Skeyndor clinic) สาขาเหม่งจ๋าย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม pasamolwan@d-magazine.de หรือ LINE ID: pasamolwan

กลับ

Add a comment