โซเชียลมีเดียกับเด็ก

(comments: 0)

ปัญหาเด็กติดโซเชียลมีเดีย สื่อไร้สาย อาทิ มือถือ หรือแท็บเล็ตนั้น ดูทีท่าว่าจะรุนแรงขึ้นทุกวัน แม้ว่าจะมีงานวิจัยต่าง ๆ ออกมาให้ผู้ปกครองได้อ่านได้คิด มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ข่าวคราวจากหน้าหนังสือพิมพ์ บทความทั้งในโลกออนไลน์ ออฟไลน์คำเตือนจากทางโรงเรียน ฯลฯ แต่ดูเหมือนว่า ไม่ได้ช่วยให้ปัญหาเหล่านั้นลดลงไปได้แต่อย่างใด

ภาพหนึ่งที่ติดตาโยทะกาจนบัดนี้คือเมื่อไม่นานมานี้โยทะกาและครอบครัวไปเที่ยวต่างเมืองและแวะรับประทานอาหารในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ขณะที่นั่งรออาหารที่สั่ง มีครอบครัวหนึ่ง มีพ่อ แม่ และลูกเล็ก ๆ ซึ่งอยู่ในวัยไล่เลี่ยกันอีก 3 คน เข้ามานั่งโต๊ะข้าง ๆ เรา พอนั่งปุ๊บ เด็กชายคนโตก็ร้องขอแท็บเล็ตจากพ่อ เด็กหญิงอีกสองคนก็ร้องขอตามพี่ชาย พ่อเด็กเปิดกระเป๋าสะพายใบใหญ่หยิบแท็บเล็ตออกมาสามเครื่อง พอเปิดเครื่องแล้วก็วางลงให้ลูก ๆ ทั้งสามคน เด็ก ๆ นั่งเล่นอะไรสักอย่างในแท็บเล็ตอย่างสงบเรียบร้อย พ่อกับแม่ของเด็กนั่งดูเมนูอาหารและถามเด็ก ๆ ว่า จะกินอะไร ต้องถามอย่างน้อย 3-4 ครั้ง หรือต้องเขย่าตัว เด็กจึงเงยหน้ามาตอบว่าจะกินอะไร โดยไม่ได้แสดงอาการว่าสนใจชื่ออาหารที่พ่อกับแม่ถามเลยแม้แต่น้อย

ตอนที่พนักงานยกอาหารมาเสิร์ฟ พ่อกับแม่แทบจะเปิดศึกบนโต๊ะกับลูก ๆ เพราะลูก ๆ ไม่ยอมเก็บแท็บเล็ต เด็กชายถึงกับทุบโต๊ะแสดงอาการโกรธเกรี้ยว เพราะตนกำลังติดพันอยู่กับเกมตรงหน้า คนตัวเล็กสุดต่อรองขอดูการ์ตูนเจ้าหญิงไปด้วยและกินไปด้วย ถ้าไม่ได้ดูก็จะไม่กิน...โยทะกาไม่ได้อยู่ดูฉากตรงหน้าจนจบ เพราะกินเสร็จก็รีบจ่ายเงินและจากมา รู้สึกเหมือนทนเห็นภาพตรงหน้าไม่ไหว ลูกสาวโยทะกาเองถึงกับออกปากว่า “เด็ก ๆ ตัวเล็กกว่าหนูตั้งเยอะ แต่มีแท็บเล็ตกันทุกคน แล้วเด็ก ๆ ก็ไม่น่ารักเลย ทำไมไม่ยอมกินอาหาร”

หลานชายของโยทะกาที่เมืองไทยอายุ 11 ปี มีบัญชีเฟซบุ๊กเป็นของตนเอง โยทะกาขอเป็นเพื่อนในเฟซ จึงได้เห็นว่า หน้าเพจของหลานนั้นเต็มไปด้วยวิดีโอที่ไม่เหมาะสม เพื่อน ๆ ของหลานต่างก็หน้าตาประหลาด ๆ โพสต์ข้อความหยาบ ๆ คาย ๆ พอถามหลาน หลานก็บอกว่า ไม่ได้รู้จักกัน แต่เขาขอเป็นเพื่อนก็รับ โยทะกาเลยคุยกับพ่อแม่ของหลานว่า สมควรหรือไม่ที่หลานจะใช้เฟซบุ๊ก พ่อแม่เลยเพิ่งจะรู้ว่า ลูกของตนนั้นมีเฟซบุ๊ก พอบอกให้ลูกปิดเฟซลูกก็บอกว่า ปิดไม่ได้เพราะคุณครูจะสั่งการบ้านผ่านทางเฟซบุ๊ก ดังนั้นนักเรียนทุกคนจึงต้องเปิดเฟซบุ๊กไว้เพื่อรับและส่งการบ้าน บางครั้งนักเรียนต้องเข้าไปกดไลก์อาหารมื้อเย็นของครูก่อนถึงจะได้การบ้านมา เมื่อได้ฟังคำตอบแล้วโยทะกาก็ถึงกับถอนหายใจไปหลายเฮือก

หลานอีกคนข้ามน้ำข้ามทะเลมาเที่ยวและมาเยี่ยมป้าถึงต่างแดน เมื่อมาถึงเปิดประตูเข้าบ้านนั่งไม่ถึงห้านาที หลานก็ถือสมาร์ตโฟนมายื่นให้ “ขอ wifi หน่อยครับป้า” โยทะกาจึงได้มีโอกาสคุยกับหลานชายตัวน้อย สิ่งหนึ่งที่โยทะกาได้เรียนรู้จากหลานชายก็คือหลานไม่เคยรู้ว่า โซเชียลมีเดียทั้งหลายมีผลดีและไม่ดีอย่างไรบ้าง ไม่เคยมีใครสอน ไม่มีใครบอก ตอนที่ขอให้พ่อซื้อสมาร์ตโฟนให้ก็แค่บอกว่า อยากได้รุ่นนั้นรุ่นนี้ แบบที่เพื่อนมี พ่อแม่ซื้อให้ด้วยเหตุผลคือ “ต้านกระแสสังคมไม่ไหวหรอก.ใคร ๆ เขาก็มีกัน ถ้าไม่มีก็มีปัญหาอีก”

จากการที่ได้นั่งคุยกับหลานชาย หลานชายมีคำถามกลับมายังโยทะกาแบบเด็กฉลาดว่า ป้าช่วยเล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมว่า เฟซบุ๊กไม่ดีตรงไหน ไลน์ไม่ดีตรงไหน โยทะกาจึงถามกลับไปว่า แล้วหนูคิดว่ามันดีและไม่ดีตรงไหนบ้าง

คำตอบคือ “ได้คุยกับเพื่อน ได้เห็นว่า เพื่อนไปเที่ยวที่ไหนมา ได้เห็นว่า เพื่อนทำอะไร ซื้ออะไร กินอะไร เช่น ซื้อรองเท้าใหม่ รุ่นใหม่ เราก็จะได้ซื้อตามบ้าง ไปเที่ยวตามบ้าง มันก็สนุกดีเราก็จะได้อวดของเราด้วย แต่ที่ไม่ดีก็มีนะ เพื่อนโกรธครูแล้วก็ไปด่าครูในเฟซ ครูก็เลยเรียกไปพบและเรียกคนที่กดไลก์ไปพบด้วย โชคดีที่ผมอ่านเฉย ๆ ไม่ได้กดไลก์เลยไม่โดน แต่ก็มีเพื่อนหาว่า ผมเป็นคนไปฟ้องครู”

ฟังหลานเสร็จป้าก็ถอนหายใจอีกหลายเฮือกก่อนบอกหลานว่า ป้าไม่ได้บอกว่า มันไม่ดีหรือดีที่ตรงไหน แต่ป้าแค่อยากให้หนูโตพอก่อน เมื่อเข้าใจและคิดเป็นว่า สื่อพวกนี้มีผลอย่างไรและจะใช้มันอย่างไร เมื่อนั้นก็ค่อยใช้

หลายคนรอบข้างมักบ่นให้ฟังว่า ลูกติดมือถือ ลูกติดแท็บเล็ต ไม่รู้จะแก้อย่างไรดี วัน ๆ เอาแต่ก้มหน้าอยู่กับมือถือ การบ้านไม่สนใจ การเรียนตกต่ำ ติดแชต ติดเกม ติดหนัง ติดชอปปิงออนไลน์ ฯลฯ หรือปัญหาเด็กสมาธิสั้นจากการที่ให้ลูกใช้เครื่องมือสื่อสารเหล่านี้ตั้งแต่ยังอยู่ในวัยที่ไม่เหมาะสม

สิ่งหนึ่งที่โยทะกาสังเกตเห็นก็คือคนที่มาบ่นให้ฟังส่วนใหญ่ก็ติดโซเชียลไม่แพ้ลูก มือถือหรือแท็บเล็ตติดมือแทบจะตลอดเวลา ไปไหนมาไหนต้องก้มหน้าส่องเฟซบุ๊ก ส่องไลน์ ทุก ๆ 2-3 นาที เหมือนเกรงจะพลาดอะไรไป เด็กไม่ได้ไปเห็นมาจากที่ไหนหรอก เพราะตัวอย่างมีให้เห็นอยู่ตรงหน้า เด็กบางคนวัยยังไม่พร้อมจะมีเครื่องมือสื่อสารใด ๆ พ่อแม่ก็ซื้อมายัดใส่มือให้ อาจจะมีข้ออ้างว่า อยากให้ลูกเรียนรู้ โน่น นี่ นั่น หรือบางคนก็บอกว่า ไม่มีไม่ได้ เพราะลูกต้องใช้สื่อสารกับเพื่อน ถ้าไม่มีก็จะโดนม็อบบิ้ง (Mobbing) บางครั้งโยทะกาก็อดจะคิดไม่ได้ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น แท้ที่จริงแล้วมาจากสังคมข้างนอก หรือมาจากสิ่งที่เห็นในบ้านกันแน่

วันนี้โยทะกาไม่ได้พูดถึงวิธีแก้ปัญหาแค่อยากให้คนเป็นพ่อแม่ได้กลับไปคิดทบทวนว่า ปัญหาที่เกิดส่วนใหญ่มาจากตัวเราเองเป็นผู้หยิบยื่นให้ลูกหรือสังคมภายนอกเป็นผู้หยิบยื่นให้ลูกเรา ก่อนปัญหานั้นจะเกิดเราจะสร้างภูมิคุ้มกัน สร้างความแข็งแรงทางจิตใจ หรือสร้างความเข้าใจให้แก่ลูกได้อย่างไร สำหรับเด็กแล้วเครื่องมือสื่อสารล้วนเป็นดาบสองคม ก่อนจะยื่นสมาร์ตโฟน หรือแท็บเล็ตให้แก่ลูก จงคิดว่า ลูกของคุณพร้อมที่จะใช้มันหรือไม่ คำตอบที่ว่า “ต้านกระแสสังคมไม่ไหวหรอก ใคร ๆ เขาก็มีกัน” เป็นคำตอบที่ถูกต้องแล้วหรือ

 

โดย...โยทะกา

เครดิตภาพ : childmedia.net

กลับ

Add a comment