โรคซึมเศร้าในเด็ก

(comments: 0)

 

โดยโยทะกา

 

หมู่นี้โยทะการับฟังแต่เรื่องทุกข์ใจของคนรอบข้างที่มาเล่ามาปรับทุกข์เป็นความทุกข์ใจของคนเป็นพ่อแม่เกี่ยวกับลูกหลานของตนปัญหาที่นำมาเล่าให้ฟังนั้นคล้ายๆกันรายหนึ่งนั้นหนักหนาสาหัสเพราะลูกถึงขั้นกระโดดตึกเพื่อฆ่าตัวตายจนเป็นข่าวหน้าหนึ่งในหนังสือพิมพ์ทั้งๆที่ลูกก็โตจนเลยวัยรุ่นไปแล้วอีกรายนั้นลูกเรียนจบเภสัชกรพอเริ่มต้นชีวิตทำงานกลับทำงานไม่ได้อารมณ์เกรี้ยวกราดแปรปรวนไม่สมาคมกับใครโดยที่พ่อแม่ก็ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกเพราะไม่เห็นมีอาการผิดปกติใดๆทางกายโยทะกาฟังแล้วรู้สึกสะกิดใจว่าลูกหลานของคนรอบข้างนั้นอาจจะมีอาการป่วยจึงได้สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและไปค้นคว้าข้อมูลประกอบจนได้ข้อสรุปว่ากรณีดังกล่าวนี้คล้ายๆอาการป่วยของโรคซึมเศร้าตามที่เคยอ่านมานั้นพบว่าปัจจุบันมีเด็กจำนวนมากที่มีอาการเหล่านี้วันนี้โยทะกาจึงขอนำข้อมูลเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าในเด็กมาฝากกันค่ะ 

อาจเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อที่เด็กซึ่งเป็นวัยใสบริสุทธิ์และร่าเริงจะเป็นโรคซึมเศร้าได้แต่ในความเป็นความจริงนั้นน่าตกใจว่าเด็กมีโอกาสเป็นโรคซึมเศร้าแบบรุนแรงและแบบเรื้อรังได้เท่าๆกับผู้ใหญ่รวมทั้งเป็นสาเหตุการฆ่าตัวตายได้เช่นเดียวกันดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงต้องคอยสังเกตอาการของลูกดังนี้

เด็กเล็กมักจะมีอาการแกล้งป่วยไม่ไปโรงเรียนติดพ่อแม่กังวลว่าพ่อแม่จะเสียชีวิต  ส่วนเด็กโตจะนิ่งไม่พูดมีปัญหาที่โรงเรียน  และมองโลกในแง่ร้ายเป็นต้นหากลูกหลานมีพฤติกรรมเหล่านี้อย่าเพิ่งตำหนิหรือดุว่าเพราะเด็กอาจเป็นโรคซึมเศร้าผู้ใหญ่ควรพูดคุยกับเด็กถึงสาเหตุก่อน  เพราะเด็กวัยนี้จะสามารถบอกเล่าอาการของตนเองได้แล้วผู้ใหญ่จึงสามารถสอบถามเด็กได้ว่าเด็กรู้สึกอย่างไรถ้าเด็กบอกว่ารู้สึกไม่แจ่มใสไม่มีสมาธิการเรียนแย่ลงหงุดหงิดง่ายคิดหมกมุ่นอยู่กับบางสิ่งบางอย่างบางรายอาจมีความคิดฆ่าตัวตายรวมทั้งพยายามฆ่าตัวตายด้วยภาวะอยากตายของเด็กอาจแสดงออกโดยคิดหมกมุ่นเกี่ยวกับการตายและมีการกระทำซึ่งแสดงให้เห็นว่าต้องการให้ตัวเองได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตและจะพยายามทำซ้ำๆ  ผู้ใหญ่ควรพาเด็กไปปรึกษาจิตแพทย์โดยด่วน

ข้อมูลน่ารู้เกี่ยวกับโรคซึมเศร้าในเด็กและวัยรุ่น

แพทย์หญิงพรรณพิมล  วิปุลากร  รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า  ช่วงอายุที่ฆ่าตัวตายสำเร็จมากกว่ากลุ่มอื่น คือ กลุ่มอายุ 35-39 ปี  อย่างไรก็ดีพบว่าอายุต่ำสุดที่ฆ่าตัวตายคือ 10 ปีและสูงสุดคือ 93 ปี การติดตามเด็กอายุ 10 ปี ที่ฆ่าตัวตายพบว่าเด็กมีปัญหาในครอบครัวหรือเด็กเป็นลูกคนเดียว สาเหตุที่ตัดสินใจฆ่าตัวตายเพราะต้องการเรียกร้องความสนใจและไม่ได้สิ่งที่ต้องการจากพ่อแม่ โดยใช้การฆ่าตัวตายเป็นวิธีการแสดงออกหรือการเรียกร้องทางหนึ่ง

ภาวะซึมเศร้าในเด็กวัยเรียนมักเกิดจากสาเหตุ ดังนี้

สาเหตุทางกาย (Biological Cause)

1. เกิดจากสารเคมีที่เป็นสารสื่อประสาทในสมองบางอย่างแปรปรวนและไม่สมดุลทำให้เกิดซึมเศร้าได้  ระบบสารเคมีในสมองของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าจะเปลี่ยนแปลงไปจากปกติอย่างชัดเจน โดยพบว่ามีสารสื่อประสาทที่สำคัญเช่น ซีโรโทนิน (Serotonin) และนอร์เอพิเนฟริน (Norepinephrine) ลดลง

2. เกิดจากกรรมพันธุ์  หากมีประวัติว่าคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคซึมเศร้าโอกาสที่คนอื่นในครอบครัวจะเป็นโรคนี้มีถึง 2.8 เท่าของคนทั่วไป

3. เกิดจากความเสียหายของสมอง เช่น เป็นโรคหลอดเลือดแดงแข็ง โรคเส้นเลือดแข็งตัวผิดปกติ เป็นต้น นอกจากนี้ยังอาจมีโรคทางกายอื่นที่ทำให้เกิดโรคซึมเศร้าได้  เช่น โรคตับอักเสบ โรคหัวใจและหลอดเลือด     โรคพาร์กินสัน และโรค SLE  เป็นต้น

สาเหตุด้านจิตใจ  (Psychological Cause)

1. ความเครียดที่เกิดจากการเรียนหนัก เพราะปัจจุบันค่านิยมเรื่องการเรียนพิเศษเพื่อให้สอบได้คะแนนดีหรือเพื่อเข้าเรียนต่อในระดับชั้นต่าง ๆ ทำให้เด็กต้องใช้เวลาในการเรียนยาวนานในแต่ละวันจนเกิดเป็นความเครียดสะสม

2. เด็กขาดความมั่นใจในตนเอง กลัวการแข่งขัน กลัวความผิดหวัง ทำให้เกิดความเครียดสะสม ยิ่งเมื่อมีการเปรียบเทียบผลการเรียนระหว่างเพื่อน ๆ หากคะแนนของตนเองสู้เพื่อนไม่ได้  ก็ยิ่งทำให้คิดไปเองว่าตนทำอะไรก็ไม่ประสบความสำเร็จและไม่เกิดความภาคภูมิใจในตนเอง ทำให้หมดกำลังใจและเกิดความเครียดสะสมจนในที่สุดก็เป็นโรคซึมเศร้า

3. เด็กถูกเพื่อนกลั่นแกล้งเสมอ ๆ หรือรู้สึกไม่ชอบ กลัว กังวล กับบุคคลรอบข้างเพราะมีความรู้สึกที่ไม่ดีหรือไม่สบายใจที่ต้องอยู่ด้วย ทำให้เกิดความเครียดสะสมเป็นเวลานาน

4. การเลี้ยงดูที่เข้มงวดเกินไป กล่าวคือครอบครัวตั้งระเบียบกฎเกณฑ์ที่มากจนเกินไปโดยไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของลูกทำให้เด็กไม่สามารถแสดงออกถึงสิ่งที่ตนต้องการได้เพราะต้องเชื่อฟังพ่อแม่เท่านั้น 

5. ประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับครอบครัว เช่น การเสียชีวิตของพ่อแม่หรือคนในครอบครัว การที่พ่อแม่แยกทางกัน สาเหตุเช่นนี้ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สุดที่เด็กจะเป็นโรคซึมเศร้าได้ง่าย

วิธีรับมือโรคซึมเศร้าในเด็ก

พ่อแม่จะรับมือกับโรคซึมเศร้าในเด็กได้อย่างไร

1. ครอบครัวสามารถป้องกันได้โดยการให้ความรักความเข้าใจ สอนให้เด็กเข้มแข็ง รู้จักใช้เหตุผล และแสดงออกทางอารมณ์อย่างเหมาะสม ยิ่งไปกว่านั้นทุกคนควรลดความขัดแย้งต่าง ๆ ในครอบครัว

2. ครอบครัวควรใกล้ชิดและให้ความอบอุ่นแก่ลูก หมั่นสังเกตอารมณ์และพฤติกรรมของเด็กที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงที่เด็กต้องเผชิญกับความตึงเครียด

3. ครอบครัวที่มีกรรมพันธุ์โรคซึมเศร้า  ควรใช้ความอ่อนโยน ความเอาใจใส่ และปฏิบัติต่อเด็กด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ

4. พ่อแม่ต้องพูดคุยและรับฟังความคิดเห็นของลูกอยู่เสมอ ไม่ปิดกั้นความคิด และรับฟังด้วยความตั้งใจและสนใจ

5. ครอบครัวควรตั้งกฎภายในบ้านให้ชัดเจนและบังคับใช้อย่างสมเหตุสมผล โดยระมัดระวังไม่ให้เคร่งครัดจนเกินไปเพราะอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ลูกเครียดหรือรู้สึกกดดันซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาที่เพิ่มมากขึ้น

6. พ่อแม่ควรพาลูกออกไปพักผ่อนเปลี่ยนบรรยากาศหรือชวนทำกิจกรรมแปลก ๆ ใหม่ ๆ เพื่อให้ลูกได้รู้สึกผ่อนคลายขึ้น

7. ครอบครัวต้องไม่เป็นต้นเหตุของปัญหา ทั้งนี้เพราะพ่อแม่อาจเป็นสาเหตุสำคัญของความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ของลูกได้  เช่น การที่พ่อแม่ทะเลาะกัน การหย่าร้าง การเลี้ยงลูกด้วยความเคร่งครัดจนเกินไป และการใช้ความรุนแรงในครอบครัว เป็นต้น

8. ผู้ปกครองและครูควรร่วมมือกันเพื่อช่วยเหลือเด็ก เพราะครูเป็นอีกบุคคลหนึ่งที่สำคัญที่จะช่วยสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างบ้านกับโรงเรียน สามารถกระตุ้นให้เด็กเรียนรู้พฤติกรรมที่เหมาะสมได้ดียิ่งกว่าเดิม ดังนั้นผู้ปกครองและครูจึงควรพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนปัญหาของเด็กที่พบที่บ้านและโรงเรียน รวมทั้งร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างใกล้ชิด

9. หากพบว่าเด็กมีอาการไม่ดีขึ้น ผู้ปกครองควรปรึกษาจิตแพทย์โดยด่วนเพื่อให้เด็กได้รับการรักษาอย่างถูกต้องต่อไป

พ่อแม่ทุกท่านอย่าลืมใส่ใจและสังเกตพฤติกรรมของลูกๆนะคะเมื่อเห็นสิ่งใดผิดปกติควรจับตาดูอย่างใกล้ชิดอย่าปล่อยไว้นานจนกลายเป็นอาการเรื้อรังที่รู้ก็ต่อเมื่อสายเสียเกินกว่าจะกลับไปแก้ไขอะไรได้ทัน 

และหากสงสัยว่าลูกมีอาการโรคซึมเศร้าควรปรึกษาจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหรือเจ้าหน้าที่กรมสุขภาพจิตอย่างเร่งด่วนค่ะ

 

ที่มา : theasianparent.com

 

กลับ

Add a comment