ศัพท์วัยรุ่น รุ่นใครก็รุ่นนั้น

(comments: 0)

    ผู้ใหญ่หลายคนที่อ่านข้อความซึ่งวัยรุ่นเขียนในเฟซบุ๊กหรือเคยอ่านกระทู้ในเว็บไซต์อาจเกิดความงุนงงเพราะไม่ค่อยเข้าใจข้อความที่เด็กๆ สมัยนี้พูดคุยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้อ่านชาวไทยที่อยู่ต่างประเทศ ผู้เขียนเองบางครั้งก็ตามศัพท์วัยรุ่นไม่ทันเหมือนกัน ต้องอาศัยถามนักศึกษาบ้าง อ่านข้อความแวดล้อมประกอบกันบ้าง ฉบับนี้ผู้เขียนจึงขอเขียนถึงศัพท์วัยรุ่นหรือที่เรียกว่า “สแลง” (slang) เพื่อที่ว่าผู้ใหญ่อย่างเราๆ ท่านๆ จะเข้าใจและตามความคิดในการสร้างศัพท์ใหม่ๆ ของวัยรุ่นได้ทัน
จริงๆ แล้วการสร้างคำสแลงเพื่อแสดงอารมณ์ความรู้สึก รวมถึงต้องการแสดงตัวตนของตนเองหรือสะท้อนความเป็นไปของยุคสมัยนั้นมีมาตั้งแต่อดีตกาลแล้ว ในหนังสือสำนวนไทย ของ ขุนวิจิตรมาตรา ซึ่งเป็นหนังสือรวบรวมที่มาของสำนวนไทย กล่าวถึง คำว่า “มันเทศ” ว่าหมายถึง เปิ่น เร่อเร่า งุ่มง่าม เซ่อ ใช้ประกอบการพูดจา ท่าทางหรือการแต่งตัว แต่ปัจจุบันถ้ากล่าวถึงมันเทศ ก็คงนึกถึงมันชนิดหนึ่งเท่านั้น คงไม่มีใครนึกถึงความหมายในช่วง พ.ศ. 2466 แล้ว
สมัยที่ผู้เขียนยังเป็นวัยรุ่นมีคำสแลงหลายคำที่วัยรุ่นนิยมพูดกันมากในสมัยนั้น เช่น จ๊าบ เห่ย โหลยโท่ย และเสล่อ เป็นต้น คำเหล่านี้ล้วนเป็นคำแสดงอารมณ์ความรู้สึกที่ชัดเจนและตรงใจเป็นอย่างมาก หากใครพูดออกอารมณ์ประสมคำเหล่านี้ไปด้วย ก็จะรู้สึกว่าตนเองทันสมัยเหลือเกิน หรือย้อนหลังไปประมาณสัก 4-5 ปี ผู้เขียนเองยังชอบใช้คำว่า “ขำๆ” ซึ่งมีความหมายว่าธรรมดาๆ หรือไม่คิดมาก ตามอย่างที่วัยรุ่นชอบใช้กันซึ่งคำนี้แทบไม่มีคนใช้แล้วในปัจจุบัน
ส่วนยุคโลกโซเชียลเน็ตเวิร์กนี้จะสังเกตว่ามีคำสแลงเกิดขึ้นมากกว่ายุคก่อนๆ นักท่องโลกอินเทอร์เน็ตและผู้ที่ชอบเล่นเกมออนไลน์ต่างคิดสร้างสรรค์คำแปลกใหม่เพื่อแสดงอารมณ์รู้สึกของตน รวมทั้งเพิ่มความหมายให้ประโยคชัดเจนและตรงใจกว่าการอธิบายด้วยคำธรรมดา แม้ว่าบางครั้งผู้อ่านผู้ฟังอาจสงสัย พยายามสืบค้นความหมาย หรือบางครั้งต้องคิดเดาเอาเอง ลองพิจารณาตัวอย่างคำที่ยกมาต่อไปนี้แล้วคิดจินตนาการตามกันดู
จิ้น : มาจากคำว่า imagine หรือ จินตนาการ คำนี้มักใช้ในทางชู้สาว ไม่ว่าจะคนละเพศหรือเพศเดียวกันต่างก็ใช้ “จิ้น” ได้เหมือนกัน คำนี้ไม่ใหม่มากนักเพราะมีใช้มาไม่น้อยกว่า 3 ปีแล้ว เช่น     ญาญ่ากับณเดชน์เป็นคู่จิ้นของวงการบันเทิง
ฟิน  : มาจากคำว่า finale ใช้อธิบายอารมณ์ที่รู้สึกสุดยอดหรือถึงขีดสุดในตอนนั้น เช่น ถ้าได้ส้มตำปูปลาร้าแซบๆ สักจาน ฉันคงจะฟินมาก   ละครเรื่องนี้จบได้ฟินสุดๆ
ปลวก : คนที่ไม่ชอบอยู่นิ่ง หรือชอบเรียกร้องให้ผู้อื่นมาสนใจตนเอง เหมือนปลวกที่ชอบสร้างรังตลอดเวลา และอาจรวมไปถึงคนชอบจิกกัดคนอื่น บางครั้งก็ใช้หมายถึงคนที่หน้าตาไม่ดีด้วย เช่น      หน้าปลวกอย่างนี้ยังคิดจะจีบฉันอีกเหรอ
ติ่ง : มาจากคำว่า “ไส้ติ่ง” หมายถึงแฟนคลับเกาหลีที่ไม่มีเหตุผล ไม่สนใจความเป็นไปของโลกนอกจากศิลปินของตัวเอง บางครั้งก็มีวิวาทะกับแฟนคลับศิลปินอื่นทำให้คนไม่พอใจและเหยียดหยาม เช่น  ฉันละเบื่อพวกติ่งเกาหลีชอบร้องกรี๊ดๆ เวลาไปต้อนรับนักร้องเกาหลีที่สนามบิน
อิม : มาจาก impossible หมายถึงคำว่าประชดเด็กเรียน เพราะสามารถเรียนเรื่องยากๆ หรือทำเรื่องยากให้เป็นไปได้ เช่น  อ๋อ นี่เองเต้เด็กอิมวิศวะปี 1
อีนี่หลายอย่าง : ใช้ประชดคนที่เป็นได้หลายเพศหรือคนที่คนอื่นไม่แน่ใจว่าเป็นเพศอะไร เช่น โอ๊ย อีนี่หลายอย่างนัก เหมาหมดทั้งผู้ชาย เกย์ กะเทย แต๋ว และตุ๊ด
เกรียน : หมายถึงคนที่มีพฤติกรรมก่อกวนคนอื่นและพูดจาก้าวร้าว เช่น  อย่ามาเกรียนแถวนี้   รู้ไหม รุ่นพี่ฉันเป็นใคร
--------------------------------------------
*หัวหน้าภาควิชาภาษาไทย คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

ป่วย  : คนที่ไม่ค่อยปกติ หรือบางครั้งก็หมายถึงหน้าตาไม่ดี เช่น พวกที่ชอบอวดฉลาดเนี่ย  ป่วยหรือเปล่า   หน้าป่วยขนาดเนี้ยมีแฟนหล่อได้ไงอะ
โป๊ะแตก : ผู้ชายที่เผลอหลุดความเป็นสาวออกมา บางครั้งก็ใช้คำว่า “โป๊ะ”  คำเดียว เช่น  เห็นแมนๆ อย่างนี้เถอะ พอไปร้องคาราโอเกะเท่านั้นล่ะโป๊ะแตก
แกส หรือ แกสบี้  : มาจากคำว่า แก่ + s ใช้หมายถึงแก่มาก ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาหรือสิ่งของ เวลาพูดจะต้องออกเสียงเหมือนมีตัว s อยู่ข้างท้ายเหมือนในภาษาอังกฤษ เช่น เธอใส่ชุดนี้แล้วแกสสุดๆ เลย
  องค์ลง หรือ มีองค์ : หมายถึงคนที่จู่ ๆ ก็เกิดอาการอารมณ์เสียหรือโวยวายอาละวาดโดยไม่ทราบสาเหตุ เช่น  “เป็นอะไร องค์ลงแต่เช้าเลย”  แต่ถ้าพูดถึง “ผู้ชายมีองค์” จะหมายถึง กะเทย
กากๆ : มีที่มาจากเกมออนไลน์ เวลาที่ผู้เล่นคนไหนเล่นไม่เก่งหรือแพ้จะถูกเพื่อนล้อว่า กากๆ หรือ กาก   คำนี้ใช้หมายถึง ไม่ดี หรือแย่ เช่น หนังเรื่องนี้กากมาก ไม่เห็นได้เรื่องเลย
งุ้งงิ้ง : หมายถึงทำตัวน่ารำคาญน่าเบื่อ เช่น อย่ามางุงิ งุงิ คนกำลังทำงาน และจากคำนี้ก็เพิ่มเป็น งุงิ งุงิ : ใช้เป็นคำลงท้ายประโยคในทำนองออดอ้อนแบบน่ารักเช่นเดียวกับที่วัยรุ่น “แอ๊บแบ๊ว” ชอบใช้กัน เช่น  เที่ยงแล้วหิวข้าวจังเลย งุงิ งุงิ  เย็นนี้จะมีใครดูหนังด้วยกันบ้าง งุงิ งุงิ
จุงเบย : มาจากคำว่า “จังเลย” ซึ่งเป็นคำที่ลงท้ายประโยค คำนี้วัยรุ่นคิดขึ้นให้คล้ายกับเสียงคำในภาษาเกาหลี ใช้เมื่อต้องการให้ข้อความที่พูดหรือเขียนเหมือนเด็กวัยรุ่นพูดคุยกัน เช่น น่ารักจุงเบย  คิดถึงจุงเบย
คริ คริ : เป็นคำเขียนลงท้ายประโยคแทนเสียงหัวเราะ เพื่อให้แลดูว่าใช้ภาษาน่ารักเหมือนวัยรุ่น หรือต้องการให้ข้อความดูไม่จริงจังนัก เช่น เย็นนี้พบกันที่หน้าร้านเคเอฟซีนะ คริ คริ
อะ : ใช้เป็นคำลงท้ายประโยค เพื่อทำให้ความหมายของประโยคเบาลง เช่น สมชาติเป็นเกย์เหรอ จริงอะ
เครๆ   อ๊   อ๊ะส์   ค๊   คร๊   ค๊ะส์ : มาจากคำว่า “โอเค”  “อะ”  “คะ”  คำเหล่านี้เป็นตัวพิมพ์ที่วัยรุ่นพิมพ์ข้อความในไลน์หรือแบล็กเบอร์รี่ชอบใช้กัน มีทั้งที่ตั้งใจเขียนผิดเพื่อทำให้ประโยคไม่เป็นทางการ และเขียนผิดเพราะความไม่รู้
นี่เป็นเพียงแค่ตัวอย่างคำไม่มากนักที่วัยรุ่นสมัยนี้ใช้พูดกัน ขณะนี้ราชบัณฑิตยสถานและคณะกรรมการจัดทำพจนานุกรมคำใหม่กำลังอยู่ระหว่างรวบรวมคำศัพท์ใหม่ ศัพท์วัยรุ่นที่ทันยุคสมัย คำสแลง รวมถึงสำนวนที่ใช้อย่างแพร่หลาย ซึ่งเป็นคำศัพท์ที่ยังไม่มีในพจนานุกรมฉบับล่าสุด รวมทั้งเพิ่มคำอธิบายที่ถูกต้องและชัดเจนให้คำศัพท์ที่มีในพจนานุกรมแล้วด้วย แต่กว่าหนังสือจะตีพิมพ์เสร็จสมบูรณ์ คำใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นทุกวันก็คงมีอีกมากมาย
ภาษาก็เหมือนกับทุกสิ่งในโลกคือเมื่อมีเกิดก็ต้องมีเปลี่ยนแปลง เราในฐานะผู้ใช้ภาษาคงต้องเข้าใจความเป็นไปในข้อนี้ อย่าเพียงแค่มองว่าคำสแลงเป็นเรื่องน่าแสลงใจ เพราะครั้งหนึ่งเราเองก็เคยใช้คำสแลงเหมือนกัน แต่ไม่ว่าภาษาจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร หน้าที่ของภาษาก็คือเครื่องบันทึกความคิดของคนและความเป็นไปของสังคมในช่วงขณะนั้น ซึ่งหากมองย้อนกลับไปก็จะเห็นตัวเราในอดีตได้เช่นกัน

กลับ

Add a comment