การสอนอ่านเขียนแบบแจกลูกสะกดคำกับการสอนภาษาไทยแก่ชาวต่างชาติ

(comments: 0)

อาจารย์สุรีรัตน์ ณิชาพัฒน์

 

เรื่องการสอนการอ่านการเขียนให้แก่เด็กหรือคนที่เพิ่งเริ่มเรียนภาษาไทยนั้นเป็นเรื่องที่หลายคนยังไม่อาจหาข้อสรุปได้ว่าวิธีที่เหมาะสมสำหรับผู้เริ่มเรียนนั้นคือแบบใดระหว่างการสอนแบบแจกลูกสะกดคำกับการสอนอ่านแบบเรียงตัวอักษรการสอนแบบแจกลูกสะกดคำคือการสอนการอ่านโดยนำพยัญชนะสระวรรณยุกต์และตัวสะกดมาประสมเป็นคำอ่านซึ่งแต่เดิมครูภาษาไทยจะสอนให้นักเรียนอ่านสะกดคำตามลักษณะนี้เช่น 

“เก อ่านว่า กอ-เอ” “ไป อ่านว่า ปอ-ไอ”   “เกา อ่านว่า กอ-เอา”  “แปด อ่านว่า ปอ-แอ-ดอ” และ “เสื่อ อ่านว่า สอ-เอือ-เสือ-ไม้เอก” ส่วนการอ่านแบบเรียงตัวอักษรนั้นจะอ่านตามลำดับอักษรที่ปรากฏ เช่น คำว่า “เก อ่านว่า เอ-กอ”  “ไป อ่านว่า ไม้มลาย-ปอ”   “เกา อ่านว่า เอ-กอ-อา”  “แปด อ่านว่า แอ-ปอ-ดอ” และ “เสื่อ อ่านว่า เอ-สอ-อือ-ไม้เอก-ออ”  แม้วิธีการนี้จะต่างกับที่คนรุ่นก่อนเคยเรียนมาแต่ปัจจุบันกลับพบว่าในโรงเรียนประถมศึกษาหลายแห่งต่างนิยมสอนนักเรียนด้วยวิธีการนี้เป็นอย่างมาก

การสอนอ่านแบบเรียงตัวอักษรนั้นจริงๆแล้วก็ไม่ใช่เรื่องที่แปลกใหม่เพราะสังเกตได้ว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาจนถึงระดับอุดมศึกษาปัจจุบันนิยมสะกดคำแบบนี้ทำให้เห็นว่าครูภาษาไทยสอนแบบนี้กันมานานแล้วสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ก็เห็นว่าวิธีนี้ไม่ใช่เรื่องผิดและยังเป็นวิธีที่การสอนการอ่านที่มีประสิทธิภาพวิธีการหนึ่งเพราะช่วยให้เด็กจดจำคำเป็นคำๆได้  สามารถอ่านและเขียนได้เร็วขึ้นนับเป็นวิธีการสอนการเขียนคำให้ถูกตำแหน่งและไม่ทำให้เด็กสับสนระหว่างการเขียนและการอ่านเมื่อพบคำยากๆก็จะไม่เป็นปัญหาสพฐ.จึงเห็นว่าเป็นวิธีการที่แต่ละโรงเรียนสามารถนำมาใช้สอนเด็กได้

เมื่อสพฐ. เชื่อว่าวิธีการสอนอ่านแบบเรียงตัวอักษรเป็นวิธีที่ช่วยให้ผู้เรียนภาษาไทยระดับต้นสามารถอ่านคำต่างๆได้อย่างรวดเร็วและทำให้เขียนได้ถูกต้องขึ้นเหตุใดจึงมีผู้เห็นว่าวิธีนี้ไม่เหมาะสมนักโดยเฉพาะกับผู้เรียนชาวต่างชาติ  ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยบางคนกล่าวว่าเป็นเพราะการสอนแบบนี้เป็นการหักล้างสิ่งที่เคยเรียนมา  เมื่อโบราณสอนมาอย่างไรหากปัจจุบันสอนคนละแบบถือว่าเป็นการสอนที่ไม่ถูกต้องในขณะที่บางคนมองว่าผู้เรียนโดยเฉพาะชาวต่างชาติจะไม่ทราบว่าแท้จริงแล้วคำที่อ่านนี้สะกดด้วยสระอะไรและการสอนแบบนี้จะไม่ช่วยให้ผู้เรียนอ่านคำยากๆที่ไม่เคยเรียนมาได้ในระยะยาว 

บทความนี้ผู้เขียนจึงได้รวบรวมประสบการณ์และความคิดเห็นของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ที่สอนภาษาไทยแก่ชาวต่างชาติเกี่ยวกับการสอนการอ่านเขียนภาษาไทยระดับต้นว่ามีความคิดเห็นการสอนระดับต้นนั้นสอนด้วยวิธีการใดและเหตุใดจึงเห็นว่าวิธีการที่เลือกมานั้นเหมาะสม

ชาวต่างชาติที่มาเรียนในหลักสูตรที่ใช้ภาษาไทยในมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ส่วนใหญ่ไม่มีความรู้พื้นฐานภาษาไทยมาก่อน  ผู้สอนจึงต้องเริ่มสอนตั้งแต่การออกเสียงพยัญชนะสระและวรรณยุกต์โดยระยะเริ่มต้นจะใช้สัทอักษรภาษาไทย (phonetic) เป็นสื่อกลางในการออกเสียงที่ถูกต้องจากนั้นก็เริ่มประสมคำและสร้างประโยคที่หลากหลายจนกระทั่งเขียนสื่อความในระดับย่อหน้าและบทความได้ในที่สุดทั้งนี้เพื่อให้ผู้เรียนได้มีทักษะภาษาไทยที่มากพอที่จะเรียนในวิชาเฉพาะด้านเช่นบริหารธุรกิจนิเทศศาสตร์ศิลปกรรมศาสตร์หรือภาษาไทย  

ผู้สอนได้เลือกใช้วิธีการสอนอ่านเขียนแบบแจกลูกสะกดคำไม่ใช่เพราะวิธีนี้เป็นวิธีที่ผู้สอนคุ้นเคยหรือเคยเรียนมาเช่นนี้แต่เป็นเพราะเป้าหมายการเรียนการสอนภาษาไทยก็คือการให้ผู้เรียนสามารถอ่านคำใหม่ๆที่ไม่เคยเรียนได้ด้วยตนเองโดยอาศัยแนวเทียบตามหลักภาษาไทยเพราะในหัวข้อเรื่องเสียงและอักษรนั้นการสอนสระต่าง  ๆผู้สอนจะต้องสอนให้ครอบคลุมในทุกๆด้านทั้งเรื่องเสียงและการเปลี่ยนแปลงรูปของสระทั้งที่ปรากฏและไม่ปรากฏรูปเช่นคำว่าเป็น (เสียงสระเอะ)  ส่อง (เสียงสระเอาะ)  เงิน (เสียงสระเออะ)  เลย (เสียงสระเออ)  แท็กซี่ (เสียงแอะ) เอา (เสียงอะ+เสียงพยัญชนะว)  และ  จด (เสียงสระโอะ)  

วิธีนี้ผู้สอนเห็นว่าแม้จะใช้เวลาสอนในระยะเริ่มต้นไม่ต่ำกว่าหกชั่วโมงแต่ผลที่ได้รับก็คือนักศึกษาสามารถอ่านคำที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนได้  นักศึกษาเองยอมรับว่าการเรียนในระยะแรกนั้นใช้เวลาค่อนข้างนาน มีหลายครั้งที่เหนื่อยและท้อ เพราะนอกจากรูปที่ไม่คุ้นเคยแล้วยังมีข้อยกเว้นหลายข้อทำให้เขาต้องขยันอ่านเขียนมากเป็นพิเศษ แต่เมื่อเรียนหลักการประสมคำจบแล้ว เขาสามารถอ่านข้อความต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้มากขึ้น อย่างน้อยแม้ไม่รู้ความหมายแต่ก็สามารถออกเสียงได้ใกล้เคียงกับเสียงคำนั้น ๆ 

ครั้งหนึ่งผู้เขียนเองเคยสอนนักศึกษาชาวจีนและกัมพูชาที่เรียนภาษาไทยด้วยตนเองผ่านยูทูปและกูเกิลสังเกตได้ว่าวิธีการอ่านออกเสียงของเขานั้นเป็นการอ่านที่มาจากการจดจำรูปคำเป็นคำๆไปคำใดที่เคยเห็นก็จะอ่านได้อย่างคล่องแคล่วคำใดที่ออกเสียงคล้ายกับคำที่ใช้เป็นประจำก็จะออกเสียงคำนั้นทันทีแต่เมื่อพบคำที่ไม่เคยเห็นก็เกิดปัญหาตรงที่ไม่ทราบว่าควรออกเสียงคำนั้นอย่างไร 

อย่างไรก็ตามการตำหนิว่าการสอนอ่านเขียนภาษาไทยแบบเรียงตัวอักษรเป็นวิธีที่ผิดนั้นคงจะเป็นการกล่าวที่รุนแรงเกินไปเพราะการสอนแบบนี้ใช่ว่าจะไม่มีข้อดีต่อผู้เรียนอย่างน้อยก็ทำให้ผู้เรียนชาวต่างชาติสามารถเขียนและอ่านได้ในระยะเวลาอันสั้นเพราะอย่างน้อยก็ช่วยให้ผู้เรียนสะกดคำแบบเรียงตัวอักษรได้ถูกต้องและการที่ภาษาไทยเป็นภาษาคำโดดผู้เรียนชาวต่างชาติที่เริ่มเรียนต่างก็ต้องการจะจดจำคำให้ได้มากที่สุดเพื่อที่ว่าจะได้สะสมคลังศัพท์ไว้ใช้ในชีวิตประจำวันได้มากที่สุดนั่นเอง

คนไทยที่อยู่ในต่างประเทศนั้นหลายคนเป็นครูสอนภาษาไทยผู้เขียนคิดว่าคงจะดีไม่น้อยหากแต่ละคนจะแลกเปลี่ยนประสบการณ์การสอนอ่านเขียนภาษาไทยระดับต้นระหว่างกันเพราะเชื่อว่าต่างคนต่างก็มีวิธีการสอนการที่ทั้งเหมือนและแตกต่างกัน  การแลกเปลี่ยนเรียนรู้นี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นในการเลือกรับและปรับใช้ให้เข้ากับธรรมชาติของผู้เรียนและหลักภาษาในภาษาแม่ของผู้เรียนในที่สุด

กลับ

Add a comment