นิราศลิสบอน จากลุ่มน้ำ Neckar สู่ ลุ่มน้ำ Tejo

(comments: 0)

โดย Pallican
สวัสดีค่ะท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน

แพลลิแกนรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างที่สุดที่ได้รับโอกาสจากกองบ..นิตยสาร ดี ให้เป็นผู้พาท่านผู้อ่านลัดฟ้าจากลุ่มน้ำ Neckar ไปสัมผัสลุ่มน้ำ Tejo ณ เมืองลิสบอนผ่านนิราศฉบับนี้ด้วยกันค่ะ 

วันเสาร์อาทิตย์ที่ ๘ -๙ กรกฎาคม ๒๕๖๐ เป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ที่แพลลิแกนและคณะได้มีโอกาสสัญจรไปเปลี่ยน วอลเปเปอร์ที่เมืองหลวงซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกที่สุดของทวีปยุโรปกันมาค่ะ ด้วยเที่ยวบินของสายการบิน TAP ที่ออกจาก Stuttgart ในเวลาหกโมงเช้า ใช้เวลาบินเพียงสามชั่วโมงเศษ ๆ ก็ถึงกรุงลิสบอนแล้ว เวลาท้องถิ่นของเยอรมนีและโปรตุเกสนี้ห่างกันหนึ่งชั่วโมงค่ะ  เช้าตรู่วันนั้นที่สนามบิน Stuttgart ผู้คนพลุกพล่านอย่างมากจนแทบจะหาทางเดินไม่ได้ โชคดีที่ผ่านจุดตรวจความปลอดภัยได้ทันเวลา พอเดินไปที่ประตูทางขึ้นเครื่องได้สักครู่ เจ้าหน้าที่ก็ประกาศให้ผู้โดยสารขึ้นเครื่อง

เครื่องบินบินผ่านประเทศฝรั่งเศสและข้ามเข้าเขตประเทศสเปนโดยไม่สามารถเห็นเทือกเขา Pyrenees อย่างที่ตั้งใจไว้  เพราะสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย แต่ภาพที่เอื้ออำนวยให้รื่นรมย์ได้ตลอดเวลาที่มองผ่านช่องหน้าต่างเล็ก ๆ ในเครื่องบินออกไปคือกลุ่มก้อนเมฆรูปร่างหลากหลาย และความที่ไม่สามารถชมภูมิประเทศของพื้นดินเบื้องล่างได้ เราจึงหันมาสนใจที่เมฆสีขาวขนาดน้อยใหญ่ที่กระจายตัวลอยฟ่องอยู่ทั่วท้องฟ้าแทน ผ่านไปอีกสักพักที่หน้าต่างใส ๆ ก็เริ่มเป็นฝ้าและมีเกล็ดน้ำแข็งบาง ๆ มาเกาะ อีกเพียงครู่ก้อนเมฆนั้นได้แปรเปลี่ยนเป็นทะเลเมฆไปเรียบร้อย เป็นทะเลเมฆที่สวยอย่างน่าพิศวงเหลือเกินค่ะ เพราะเต็มไปด้วยริ้วคลื่นระลอกเล็ก ๆ มากมาย ในเวลาไล่เลี่ยกันระลอกคลื่นริ้วเล็ก ๆ นี้ก็ได้กลับกลายเป็นคลื่นของเมฆก้อนมโหฬารสีขาวแกมเทาสวยอย่างประหลาด และถาโถมเข้าปะทะเครื่องยนต์ก่อนที่จะกลืนเครื่องบินทั้งลำให้หายเข้าไปบินอยู่ในมวลคลื่นยักษ์หนาสีขาวในพริบตา และได้ทราบในภายหลังว่าละครเมฆแสนสวยที่ได้ผ่านสายตาไปนั้นคือผลงานรังสรรค์ของสภาพภูมิอากาศในขณะที่เครื่องบินกำลังบินอยู่ในรัศมีของมหาสมุทรแอตแลนติกค่ะ

เมื่อผ่านจากพยับโพยมยานการท่องเที่ยว เครื่องบินก็ร่อนลงสู่สนามบินกรุงลิสบอนได้อย่างนุ่มนวลมาก  ไกด์รอรับพาไปเปิดตัวกันด้วยกาแฟร้อนหอมกรุ่นในแบบฉบับของโปรตุเกสถ้วยเล็ก ๆ กันก่อนที่จะออกไปขึ้นรถโค้ชหน้าอาคารเพื่อมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมือง

ลิสบอนเป็นเมืองหลวงของประเทศโปรตุเกสที่ตั้งอยู่ที่ปากอ่าวแม่น้ำ Tejo ในคาบสมุทรไอบีเนีย เนื่องจากภูมิประเทศของเมืองลิสบอนนั้นประกอบไปด้วยเขาสูง ๆ ต่ำ ๆ ถึงเจ็ดลูกด้วยกัน ลิสบอนจึงได้รับสมญาว่าเป็นเมืองแห่งเขาทั้งเจ็ด อาคารบ้านเรือนที่อยู่อาศัยจะอยู่กระจัดกระจายกันไปทั้งบนเขาและเชิงเขา

ไกด์เล่าว่าอาคารสิ่งก่อสร้างเก่าแก่ส่วนใหญ่ของลิสบอนได้ถูกทำลายไปเมื่อเกิดแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงของประเทศในปี ค..1755  นับว่าเป็นโชคดีอย่างเหลือเกินที่ Jerónimos Monastery และหอTorre de Belém ไม่ได้รับความเสียหายตามไปด้วย รถพาเราผ่านจตุรัส Rossio อันเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญมาตั้งแต่สมัยยุคกลาง ที่นี่เป็นทั้งแหล่งพบปะของผู้คน สถานที่จัดงานเทศกาลงานรื่นเริง งานกีฬาสู้วัวกระทิง ตลอดจนเป็นสถานที่ชุมนุมทางการเมืองจนนำไปสู่การปฏิวัติในอดีต เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งรุนแรงในปี ค..1755  สร้างความเสียหายแก่อาคารสิ่งก่อสร้างในเมืองลิสบอนอย่างรุนแรงมาก  อาคารใหม่ ๆ ที่ทางการได้เร่งให้ก่อสร้างให้เป็นที่อยู่อาศัยของประชาชนในย่านนี้ได้สร้างขึ้นตามแบบสถาปัตยกรรมรูปแบบใหม่เฉพาะตัวที่เรียกว่า Pombalinimus   เป็นอาคารตึกรามบ้านเรือนที่สวยแปลกตาชวนให้กดชัตเตอร์เก็บภาพแทบไม่ได้หยุดกันเลยทีเดียวค่ะ และที่สะดุดตาไม่น้อยไปกว่าอาคารสวย ๆ  นี้ก็คือลานกว้างที่พื้นทางเดินที่ทำเป็นเส้นกราฟิกเล่นลวดลายสวยงามอ่อนช้อย มีอ่างน้ำพุที่พ่นละอองน้ำเป็นฟองฝอย และมีต้น Jacaranda  อันเป็นต้นไม้สูงใหญ่ที่ให้ทั้งร่มเงาและความร่มรื่นปลูกอยู่รายรอบลานสวยแห่งนี้ ตามถนนหนทางหลาย ๆ สายที่นั่งรถผ่านมา จะเห็นดอก Jacaranda สีม่วงสดสว่างที่มีรูปร่างเหมือนทรัมเป็ตหรือระฆังแซมเป็นช่อประปราย ดอกไม้สีม่วงสวยบนต้นไม้สูง ๆ ให้ความสดชื่นได้ไม่แพ้ดอกชมพูพันธุ์ทิพย์บ้านเราเลยค่ะ  เพียงแค่ได้มาเห็นต้น Jacaranda ในช่วงที่ดอกไม้ใกล้โรยแล้วก็ยังสามารถสร้างจินตนาการต่อได้ไม่ยากเลยว่า ในช่วงเวลาที่ดอกไม้ร่าเริงเบิกบานแจ่มใสเต็มที่ (ไกด์บอกว่าจะอยู่ในช่วงเดือนมิถุนายน) ดอกไม้กลีบบางสีม่วงสดก็คงจะเนรมิตให้ทั้งเมืองแทบจะกลายเป็นเมืองแมนสีม่วงไปได้ทีเดียว  จวบจนถึงวันนี้ลาน Rossio ก็ยังคงเป็นสถานที่ที่ผู้คนทั้งชาวลิสบอนและนักท่องเที่ยวต่างก็ยังคงนิยมมาพบปะกันเช่นในอดีตค่ะ

สถานที่แรกที่ ไกด์พาไปชมคือ Mosteiro dos Jerónimos  หรือ Jerónimos Monastery ในย่าน Belém
มหาวิหารเก่าแก่ที่สูงใหญ่มหึมานี้สร้างในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 15  ในสมัยของกษัตริย์ Manuel I ซึ่งมีสถาปัตยกรรมเฉพาะตัวที่เรียกว่า manueline (โกธิคตอนปลายผสมกับยุคเรอเนซองส์ตอนต้น) มหาวิหารแห่งนี้เป็นที่เก็บพระศพของกษัตริย์ในอดีตและเก็บศพของบุคคลสำคัญหลาย ๆ คนในประวัติศาสตร์ เช่น Vasco Da Gama เพื่อเป็นการรำลึกถึงเมื่อครั้งที่ Vasco  Da Gama ได้ค้นพบเส้นทางเรือไปยังอินเดียโดยอ้อมผ่านแหลม Good Hope ทางตอนใต้สุดของทวีปแอฟริกา และขึ้นฝั่งประเทศอินเดียในเดือนพฤษภาคม ปี ค..1498 ค่ะ การค้นพบเส้นทางเดินเรือนี้ได้นำไปสู่การเปิดเส้นทางค้าขายและทำให้กษัตริย์ Manuel เป็นราชวงศ์ที่มั่งคั่งที่สุดในยุโรป ตลอดจนได้ทำให้ประเทศโปรตุเกสเป็นมหาอำนาจทางการค้าของโลกในสมัยนั้น มหาวิหารนี้ได้รับการประกาศแต่งตั้งจากองค์การ Unesco ให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี ค..1983

ที่ริมฝั่งทะเลไม่ไกลจากมหาวิหารนี้เท่าใดนักเป็นที่ตั้งของ Padrão dos descobrimentos อนุสาวรีย์แห่งการค้นพบซึ่งสร้างขึ้นในปี ค..1960 เพื่อเป็นเกียรติประวัติให้แก่บุคคลสำคัญในอดีตของโปรตุเกสในหลายสาขาอาชีพ เช่น  Prince Heinrich เจ้าชายนักเดินเรือ และ Vasco Da Gama เป็นต้น

สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งในละแวกนี้ที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดคือ หอ Torre de Belém ที่ตั้งบนโขดหินที่ปากอ่าวแม่น้ำTejo หอนี้สร้างขึ้นในปี ค..1515  เป็นสิ่งก่อสร้างที่มีความอลังการทางสถาปัตยกรรมอย่างมาก  เนื่องจากได้ผสมผสานศิลปะการก่อสร้างแนว Manueline (ที่รวมแนวโกธิคตอนปลายและยุคฟื้นฟูตอนต้นเข้าด้วยกัน ) รวมถึงการตกแต่งลวดลายปูนปั้นต่าง ๆ ด้วยศิลปะอาหรับและอินเดีย ในอดีตหอนี้จะเป็นจุดสังเกตของนักเดินเรือและในเวลาต่อมาได้เปลี่ยนไปเป็นสถานที่คุมขังจองจำนักโทษบ้าง เป็นที่เก็บอาวุธบ้างจนถึงคริสตศตวรรษที่ 19  ปัจจุบันนี้ Torre de Belém จัดเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่เลื่องชื่อเป็นอย่างมากมากของเมือง ด้วยความสวยงามของสถาปัตยกรรมอันโดดเด่นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว รวมถึงความเป็นมาอันยาวนาน Torre de Belém จึงได้รับการประกาศให้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกในปี ค..1983 ด้วยเช่นเดียวกับมหาวิหาร Jerónimos ค่ะ

จากมหาวิหาร Mosteiro dos Jerónimos ไกด์พาเราเดินมาที่ร้าน Confeitaria Pasteís de Belém เพื่อชม และชิมขนมอบ Pasteís de Nata (หรือ Pastel de Belém )  อันระบือลือเลื่องไปทั่วโลกค่ะ ร้านนี้เป็นร้านที่เก่าแก่มาก ตามประวัติกล่าวไว้ว่าถือกำเนิดขึ้นในปี ค..1837 แรกเริ่มเดิมทีเป็นขนมไข่ที่ทำอยู่ในอารามสงฆ์ ต่อมาในปี ค.. 1834 อารามสงฆ์ได้ปิดตัวลง พระจึงได้ขายสูตรขนมทาร์ตไข่ให้โรงงานทำน้ำตาลซึ่งก็ได้ใช้สูตรนี้ผลิตขนมออกมาโดยให้ชื่อขนมว่า Pasteís de Belém  นับจนถึงปัจจุบันร้านนี้ได้ดำรงอยู่มาถึง 180 ปีแล้ว นอกจากขนมทาร์ตไข่ที่โกอินเตอร์ในร้านเบเกอรี่เก่าแก่นี้ก็ยังมีขนมอบหลายประเภทวางล่อตาล่อใจนักท่องเที่ยวด้วยค่ะ  ทาร์ตไข่โปรตุเกสปัจจัยแห่งความสุขที่ไม่ธรรมดานี้มีส่วนประกอบอย่างง่าย ๆ คือแป้ง เนย น้ำตาล ไข่ และนมเท่านั้นเอง แต่ทำให้อร่อยคงไม่ได้ง่ายตามไปด้วย แม้แต่สูตรขนมทาร์ตไข่สูตรโบราณของร้านนี้เองก็ยังต้องเก็บเป็นความลับด้วยเลยจะมีผู้รู้สูตรอยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้นค่ะ เนื่องจากเป็นร้านแห่งตำนานที่มีมาอย่างยาวนาน ที่หน้าร้านและในร้านจึงมีผู้คนมาเข้าคิวซื้อขนมและนักท่องเที่ยวที่มาถ่ายรูปฝาผนังของร้านที่เป็นกระเบื้อง Azulejos เก่าแก่ ( มีกระเบื้องใหม่ ๆ แซมบ้างค่ะ ) อันมีลวดลายเอกลักษณ์เฉพาะตัวตามแบบฉบับโปรตุเกสกันมาต่อคิวกันอย่างยาวเหยียดอยู่ไม่ขาดสาย  

เมื่อชมทาร์ตกันจนความอยากคุกรุ่นได้ที่แล้วก็ได้เวลาชิมทาร์ตไข่โปรตุเกสเสียทีค่ะ  เป็นครั้งแรกที่ได้ลองรับประทานขนมไข่เลื่องชื่อของโปรตุเกส เนื้อแป้งพายไม่หนามาก ขนมสีเหลืองสวยนี้จะมีผิวเกรียมเป็นสีน้ำตาลเข้มๆ เป็นบางส่วน ข้างในบรรจุครีมไข่นุ่ม หวาน หอม อร่อยกลมกล่อมจริง ๆ ค่ะ มีความเป็นพุดดิ้งไข่ใส่วานิลาอยู่ในตัวครีม ขนาดแพลลิแกนไม่ได้รู้จักประวัติขนมไข่ของที่นี่มาก่อนหน้าก็ยังรื่นรมย์อย่างหยุดไม่ได้ไปตั้งสามชิ้น ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่า ไกด์แอบโรยผงอบเชยลงไปขีดเส้นใต้ความอร่อยที่วางอยู่บนโต๊ะนั่นเองค่ะ หลังจากที่ความสุขจาก แป้ง เนย น้ำตาล ไข่ นม ที่สัมผัสได้และได้สัมผัสลงไปอ้อยอิ่งอย่างอบอุ่นอยู่ในกระเพาะเรียบร้อยโรงเรียนทาร์ตโปรตุเกสแล้ว เราก็ออกเดินทาง (และเดินกิน) กันต่อค่ะ

ในช่วงบ่ายเราเดินจากโรงแรมที่พักที่ตั้งอยู่ที่เชิงเขาใกล้ ๆ กับต้นทางรถรางสายที่ 28 (รถรางสายยอดนิยม) ขึ้นไปที่ย่าน Bairro Alto บนเขา เดินไปตามถนนปูหินสายเล็ก ๆ ที่ขนาบไปด้วยตรอกเล็กตรอกน้อย มีร้านขายของชำ ร้านอาหาร ฯลฯ ร้านขายเหล้าองุ่น และร้านขายของที่ระลึกขึ้นเป็นระยะ ๆ ถนนหนทางของที่นี่ก็เป็นเช่นเดียวกับถนนในเมืองเก่าแก่อีกหลาย ๆ เมืองในยุโรปที่ปูด้วยหิน Kopfsteinpflaster  (cobblestonesโดยปกติการเดินบนถนนปูหินเช่นนี้ในทางราบติดต่อกันเป็นเวลา 2-3 ชั่วโมงติดต่อกันก็จัดว่าล้ามากอยู่แล้ว แต่การเดินเที่ยววันนี้ของเราจัดว่า ล้าร้าวลึกยิ่งกว่านั้นเหลือคณานับค่ะ เพราะเราเดินขึ้นทั้งบันไดหิน cobblestones ที่อยากจะเข้าใจว่าคงจะมีมานานมาก เพราะทั้งแอ่นทั้งเอียงกระเท่เร่ทั้งสึก และขั้นบันไดบางช่วงก็ยังสั้นอีก ทำให้อดคิดจินตนาการไปด้วยไม่ได้ว่าผู้คนในสมัยที่สร้างบันไดนี้คงจะตัวเล็กเท้าน้อยกันหรือเปล่า

จบจากการผจญภัยที่สนุกสนานไปกับขั้นบันได cobblestones แล้วก็ขึ้นมาผจญภัยบนถนนหิน cobblestones ที่ลาดชันเอาเรื่องบนเขากันต่อไปค่ะ ถนนบางช่วงตะปุ่มตะป่ำและจอแจด้วยนักท่องเที่ยว รถราง แท็กซี่ รถตุ๊กๆ และรถสีเหลืองแก่คันเตี้ยเปิดประทุนโล่ง ๆ ชนิดสองที่นั่งที่มีให้นักท่องเที่ยวขับกันเองเป็นบรรยากาศแห่งความขวักไขว่ที่มีสีสันสดใสจริงๆ อาคารบ้านเรือนที่เรียงรายอยู่สองข้างทางที่เราเดินขึ้นไปบนเขานั้นมีทั้งสิ่งก่อสร้างในสถาปัตยกรรมสวยงาม และที่อยู่อาศัยในสภาพกลางเก่ากลางใหม่บ้างและทรุดโทรมบ้าง  กระเบื้อง Azujelos สวย ๆ ในลวดลายโบราณที่ประดับบนฝาผนังอาคารบ้านเรือนเป็นความสวยงามของศิลปะตามแบบฉบับโปรตุเกสที่ดึงดูดสายตาอย่างมากเหลือเกิน เป็นเหตุให้เดินไปเก็บกระเบื้องผ่านกล้องถ่ายรูปมือถือไม่หวาดไม่ไหวตามไปด้วยค่ะ

เมื่อเดินจนน่องรันทดและส้นบาทาสลดใจได้ที่ เราก็ขึ้นไปถึงจุดชมวิว Sophia de Mello Breyner Andersen ซึ่งเป็นลานกว้างบนยอดเขาใกล้ ๆ กับโบสถ์แล้วความล้าก็ดูเหมือนจะหายไป เพราะได้รื่นรมย์กับวิวสวย ๆ ของป้อมปราสาทเก่า Castelo de São Jorge  ( Burgberg ) และหลังคา Terracotta ของอาคารบ้านเรือนที่ลดหลั่นเรียงรายลงไปจนจรดปากอ่าวแม่น้ำ Tejo

ลิสบอนเป็นเมืองที่มีเสน่ห์น่าเดินเที่ยวอย่างมากค่ะ และยังมีสิ่งที่น่าสนใจอีกมากมายหลายสิ่งให้ได้ชม ไม่ว่าจะเป็น ป้อมปราการเก่าแก่ Castelo de São Jorge หรือการนั่งรถรางสาย 28 ยอดนิยมผ่านไปตามย่านเก่าแก่ของเมืองและชมวิวสองข้างทางในระหว่างที่รถรางแล่นไปตามทางชันไปที่ยอดเขา โบสถ์ Se หรือการขึ้นลิฟต์ Elevador de Santa Justa ที่มีอายุกว่า 100 ปีเพื่อขึ้นไปที่ชมวิวของเมืองลิสบอนจากข้างบน อาคารในสถาปัตยกรรมสมัยใหม่หลายแห่งขึ้นปะปนกับอาคารในสถาปัตยกรรมยุคเก่าได้อย่างกลมกลืนทีเดียว เช่นตึกสูง ๆ ในย่าน Expo ที่ออกนอกเมืองออกไปเล็กน้อยก็เป็นสถาปัตยกรรมของยุคปัจจุบันที่มีรูปทรงสวยงาม เก๋ไก๋ มีลูกเล่นน่ารัก ๆ มีความโดดเด่นสะดุดตาไม่น้อยไปกว่าอาคารสิ่งก่อสร้างในยุคเก่าเลย อีกทั้งตามถนนหนทางหลายสายก็ยังแซมด้วยพรรณไม้สีเขียวที่มีรูปทรงและรูปใบสวยงามแปลกตา

นอกจากที่ลิสบอนอันเป็นเมืองหลวงเก่าแก่ของประเทศโปรตุเกสที่เคยเป็นมหาอำนาจทางทะเลในหลายร้อยปีก่อนจะร่ำรวยไปด้วยเสน่ห์ในหลาย ๆ ด้านดังที่เล่ามาในข้างต้นแล้ว  เมืองมีเสน่ห์เมืองนี้ก็มิได้ละเลยแม้แต่ในเรื่องเล็กเรื่องน้อยอย่างกระดาษชำระค่ะ ( อ่านไม่ผิด )  ที่มุมตึกด้านหนึ่งของอาคารสีเหลืองนวลใกล้ๆทางไปสถานีรถไฟใต้ดินที่ Praça do Comércio มีป้ายติดไว้หน้าทางเข้าไว้ว่า 

"The sexiest WC on the Earth " (ห้องสุขาที่เซ็กซี่ที่สุดในโลก)

ในห้องสุขาที่เซ็กซี่ที่สุดในโลกนี้จะมีม้วนกระดาษชำระหลากสีสดใส เช่น ชมพู เหลือง ส้ม แดง ม่วง ขาว ครีม ฟ้า เขียว ฯลฯ ( จำมาได้แค่นี้ค่ะ ) แขวนเรียงเป็นแนวเยอะแยะไปหมดที่ผนังห้อง ทำเอาเกิดปัญหาเฉพาะกิจเร่งด่วนเล็กน้อย เพราะตัดสินใจอย่างลังเลเหลือเกินว่าจะพาสีอะไรเข้าไปทำความรู้จักในห้องน้ำดีค่ะ เพราะเกิดอาการรักพี่เสียดายน้อง อ่างล้างมือสีเหลืองจัดตรงกลางห้องโถงก็เป็นอ่างที่ได้รับการออกแบบมาอย่างไม่ธรรมดาเลยค่ะ

จากทาร์ตไข่โปรตุเกสที่อร่อยล้ำเกินคำบรรยายระเรื่อยมาจบที่ห้องน้ำที่ sexy ที่สุดในโลกนี้ แพลลิแกนก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่านิราศทาร์ตไข่ลิสบอนฉบับนี้ คงพอที่จะจุดประกายให้ท่านผู้อ่านไปสัมผัสเมืองลิสบอนด้วยตัวเองไม่มากก็น้อยนะคะ
Bom Dia
Pallican

ปัจฉิมลิขิต

ไปลิสบอนเพียงสองวันก็จริงแต่แพลลิแกนก็ทานขนมไข่โปรตุเกสเผื่อใครต่อใครไปร่วม ๆ 10 ชิ้น กระนั้นก็ไม่ละเลยที่จะเมียงมองหาขนมต้นตำรับของทองหยอด ฝอยทอง ทองหยิบ ขนมหม้อแกงของท้าวทองกีบม้า (Marie Guimar)  ที่เราทราบกันมาแต่ไหนแต่ไรว่ามีที่มาจากโปรตุเกสไปด้วย แต่ก็ไร้วี่แววของขนมที่หน้าตาจะโยงมาถึงขนมไทยของท้าวทองกีบม้า เมื่อถึงเวลาจะเดินทางกลับจึงได้เลิกติดตาม

ใกล้ ๆ กับทางเดินไปที่ gate ที่จะไปขึ้นเครื่องมีร้านขายขนมปัง แซนด์วิช และขนมอบ ก็เลยเดินแวะไปเก็บทาร์ตไข่อีกสองชิ้นเพื่อไว้ทานบนเครื่องบิน อันหนึ่งคือทาร์ตไข่ และอีกอันหนึ่งคนขายบอกว่าเป็นทาร์ต caramel

เมื่ออยู่บนเครื่องก็หยิบขนมที่เรียกว่าทาร์ตคาราเมลเนื้อนุ่มสีน้ำตาลเข้มขึ้นมาทาน พอได้สัมผัสรสขนม..เท่านั้นเองจริง ๆ ค่ะความดีใจท่วมท้นล้นฟ้าก็บังเกิดขึ้นในทันทีทันใดเพราะไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า ในที่สุดจะได้มาพบคุณเทียดของคุณเทียดของคุณเทียดของคุณเทียดของขนมหม้อแกงท้าวทองฯ บนท้องฟ้านี่เองค่ะ

กลับ

Add a comment