Chalat Worayanyong - n-t-overseas

Direkt zum Seiteninhalt

Hauptmenü:

Chalat Worayanyong

blogs
อ่านบทความอื่นๆของชลัชฯได้ที่นี่
บทสัมภาษณ์เกี่ยวกับดนตรีบำบัดของน้องภัทรพร นิสิตจิตวิทยาพัฒนาการ ปี 4 ม.เกษตรฯ ที่เขียนถามมาครับ คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นด้วย

1. ดนตรีบำบัดคืออะไร มีกี่ประเภท อะไรบ้าง
ดนตรีบำบัดคือการนำดนตรีมาประยุกต์ใช้งานในทางคลีนิกเพื่อจุดประสงค์ทางการบำบัดรักษาและผ่อนคลายอาการความผิดปกติต่างๆ ทางด้านร่างกายและจิตใจโดยอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของนักดนตรีบำบัดที่ได้รับการฝึกฝนมาโดยเฉพาะ

ประเภทของดนตรีบำบัดหลักๆ แบ่งได้เป็นสองประเภทตามลักษณะของกิจกรรมคือ receptive และ active music therapy
* Receptive คือกิจกรรมดนตรีบำบัดประเภทฟัง โดยจะให้คนไข้ฟังเพลงจากการเล่นดนตรีโดยนักดนตรีบำบัดหรือฟังจากเครื่องเล่นเพลงต่างๆ ซึ่งเป็นการฟังแบบมีจุดประสงค์ในทางการรักษาเป็นหลัก
* Active คือกิจกรรมดนตรีบำบัดประเภทการเล่น คือคนไข้จะเป็นคนเล่นเครื่องดนตรีด้วยตนเองไปพร้อมกับนักดนตรีบำบัดหรือกับคนไข้คนอื่นๆ ภายในกลุ่ม ซึ่งกิจกรรมการเล่นดนตรีในดนตรีบำบัดนั้น คนไข้ไม่จำเป็นต้องมีความสามารถในการอ่านโน้ตดนตรีหรือเล่นเครื่องดนตรีได้ ในขณะเดียวกันการทำดนตรีบำบัดนั้นก็ไม่ได้เป็นการสอนให้คนไข้เล่นดนตรีเช่นเดียวกันแต่จะเน้นไปที่เป้าหมายในการรักษาอาการผิดปกติ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือการปรับเปลี่ยนมุมมองทางความคิดเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

2. ดนตรีบำบัดมีความแตกต่างจากดนตรีทั่วไปอย่างไร
ดนตรีบำบัดมีเป้าหมายสำคัญคือการบำบัดรักษาอาการผิดปกติทางร่างกายและจิตใจภายใต้การควบคุมของนักดนตรีบำบัดที่ผ่านการฝึกฝนมาโดยเฉพาะ และเป็นการนำองค์ความรู้จากสหวิชาชีพด้านต่างๆ มาเพื่อใช้ในการทำบำบัด ไม่ได้มุ่งเน้นความสวยงามทางด้านการประพันธ์หรือความสามารถของคนเล่น และไม่ได้ให้ความสำคัญกับความเพราะหรือไม่เพราะของดนตรี แต่มุ่งเน้นไปที่รูปแบบของพฤติกรรมที่ซ่อนอยู่ในการปฏิสัมพันธ์ในการเล่นดนตรีรวมไปถึงอารมณ์ที่ซ่อนอยู่ภายใต้เสียงดนตรีที่่ออกมา สำหรับการเล่นหรือการฟังดนตรีโดยทั่วๆไปนั้นมุ่งเน้นไปที่ความเพลิดเพลินใจหรือมุ่งเน้นไปที่ความจรรโลงใจและความสวยงามทางด้านเสียงเพลงและฉันทลักษณ์ทางการประพันธ์ โดยที่มีความชอบ ไม่ชอบ เพราะหรือไม่เพราะเป็นแรงผลักในการเล่นหรือฟังดนตรี

3. การนำดนตรีบำบัดไปใช้นั้น ใช้กับกลุ่มคนประเภทใดบ้าง และขั้นตอนในการนำไปใช้ในกลุ่มคนแต่ละประเภท มีความแตกต่างกันอย่างไร
ขอบเขตการใช้งานดนตรีบำบัดนั้นกว้างมาก พูดได้ว่าสามารถใช้ได้กับทุกช่วงอายุคนตั้งแต่เกิดจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต สาขาในการใช้งานดนตรีบำบัดได้แก่ ดนตรีบำบัดสำหรับเด็กแรกก่อนหรือเด็กภาวะคลอดก่อนกำหนด ดนตรีบำบัดสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ดนตรีบำบัดในจิตเวชเด็กและวัยรุ่น ดนตรีบำบัดในจิตเวชผู้สูงอายุ ดนตรีบำบัดสำหรับผู้พิการทางด้านต่างๆ ดนตรีบำบัดในผู้ป่วยระยะสุดท้าย ดนตรีบำบัดในคลีนิกพักฟื้น เป็นต้น นอกจากนี้เรายังสามารถแยกการใช้งานดนตรีบำบัดไปตามกลุ่มอาการของโรคได้เช่น ดนตรีบำบัดในผู้ป่วยทางระบบประสาท ดนตรีบำบัดในผู้ป่วยติดสารเสพย์ติด ดนตรีบำบัดในผู้ป่วยโรคความจำเสื่อม ดนตรีบำบัดกับผู้ป่วยซึมเศร้า เป็นต้น

สำหรับขั้นตอนการนำไปใช้งานนั้นจะแตกต่างกันไปตามทฤษฎีพื้นฐานที่ใช้อ้างอิงและกลุ่มเป้าหมายในการรักษาเป็นหลัก ซึ่งถ้าเป็นกลุ่มคนไข้เดียวกันแต่ทฤษฎีที่ใช้อ้างอิงในการรักษาต่างกัน วิธีการรักษาคนไข้ก็จะแตกต่างตามกันไปด้วยเช่นการรักษาคนไข้อาการซึมเศร้าในคลีนิกหนึ่ง วิธีการและขั้นตอนในการพูดคุยและการเข้าถึงตัวต้นตอของปัญหานั้นจะแตกต่างไปกับการรักษาคนไข้โรคซึมเศร้าในคลีนิกอีกแห่งหนึ่ง ทั้งนี้ทั้งนั้นจะอยู่ที่ลักษณะนิสัยส่วนตัวของนักบำบัดแต่ละคนด้วยเช่นกัน

4. ขั้นตอนหรือการเตรียมการนำดนตรีบำบัดไปใช้
คนไข้ที่จะมารับการรักษาด้วยดนตรีบำบัดมีสองประเภทคือมาจากระบบประกันสุขภาพ หรือระบบประกันสังคมซึ่งเป็นคนไข้ส่วนใหญ่ที่มารักษาด้วยดนตรีบำบัด อีกประเภทคือจ่ายเงินมารักษาเองซึ่งถือเป็นส่วนน้อยมาก เพราะลำพังค่ารักษาและค่าวิชาชีพสำหรับนักดนตรีบำบัดที่มีคลีนิกส่วนตัวก็ตก ที่ประมาณชั่วโมงละ 40-60 ยูโร และการรักษาประเภทนี้ไม่ใช่แค่มาทำครั้งสองครั้งแล้วหายแต่ต้องใช้เวลาหลาย เดือน นักดนตรีบำบัดที่มีคลีนิกส่วนตัวที่เยอรมันจึงมีไม่มากเท่าไหร่ คนที่มีก็จะหาอะไรทำอย่างอื่นควบคู่ไปด้วยเช่นเป็นนักดนตรีบำบัดอิสระตามโรง พยาบาลหรือเปิดสอนดนตรีอะไรไปด้วย

ก่อนเริ่มทำดนตรีบำบัดนักบำบัดจะต้องพูดคุยสอบถามประวัติส่วนตัวของคนไข้ สาเหตุที่มารักษาและเป้าหมายในการรักษา ซึ่งส่วนมากนักบำบัดจะสอบถามจากคนไข้โดยตรงเพราะจะได้ทำความคุ้นเคยและ รู้จักอุปนิสัยของคนไข้ได้โดยตรง สำหรับแฟ้มประวัติคนไข้แบบละเอียดนั้นเราสามารถขอดูจากแพทย์ส่วนตัวของคนไข้ ได้ ปกติก็จะต้องมีเอกสารส่งมอบคนไข้อยู่แล้วครับ หลังจากนั้นนักดนตรีบำบัดจะอธิบายถึงความหมายและประโยชน์ของดนตรีบำบัด ระยะเวลาและรูปแบบของการรักษา ลักษณะการทำงานของนักบำบัด รวมไปถึงค่าใช้จ่าย (ในกรณีที่อยู่ในคลีนิกส่วนตัว) ให้คนไข้ได้เข้าใจและไม่รู้สึกว่ามาแบบไร้จุดหมายไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำ อะไรอยู่ ซึ่งการทำความรู้จักกันครั้งแรกนี้มีความสำคัญต่อผลการรักษาค่อนข้างมาก หากนักบำบัดทำความคุ้นเคยกับคนไข้ได้ดีทำให้เขาไม่รู้สึกเกร็งและไว้ใจเรา ได้ ผลการรักษาก็จะออกมาค่อนข้างดี เมื่อตกลงกันได้ก็จะเข้าสู่กระบวนการการรักษาต่อไป

5. ดนตรีประเภทใดบ้างที่นำมาใช้ในการบำบัด
ในกิจกรรมประเภทฟัง เพลงที่นำมาใช้จะขึ้นอยู่กับจุดประสงค์การรักษาเป็นหลักและควรเป็นเพลงที่มีความผูกพันกับคนไข้เป็นพิเศษไม่จำเป็นต้องเป็นเพลงคลาสสิกหรือเพลงบรรเลงเท่านั้น นอกจากนี้ยังใช้เพลงที่เกิดจาการด้นสดมาเพื่อใช้ประกอบกิจกรรมประเภทนี้ได้ดีอีกด้วย

ในกิจกรรมประเภทการเล่นนั้น เราไม่ได้ให้คนไข้เล่นเพลงตามหนังสือเพลงหรือตามโน้ตเพลง แต่จะเป็นการ Improvise หรือ free play จากความรู้สึกในขณะนั้นๆ ซึ่งนักดนตรีบำบัดอาจจะตั้งกฎเกณฑ์ในการเล่นมาก่อนหรืออาจจะไม่มีเลยก็ได้

6. การนำดนตรีบำบัดไปใช้นั้น ส่งผลดีต่อผู้ป่วยประเภทใดมากที่สุด
ประโยชน์โดยทั่วไปของดนตรีบำบัดเช่น
* ช่วยให้คนไข้ได้ปรับเปลี่ยนมุมมองทางความคิดที่มีต่อปัญหาของตัวเองผ่านทางกิจกรรมดนตรี
* ได้ใช้ดนตรีเป็นสื่อในการเข้าถึงอารมณ์, ความรู้สึกหรือความทรงจำที่ถูกเก็บกดเอาไว้ ได้รับการปลดปล่อยออกมา
* ดนตรีเป็นสื่อในการแสดงออกทางอารมณ์ที่ไม่สามารถแสดงออกมาเป็นคำพูดได้
* เปิดประสบการณ์การรับรู้ใหม่ที่เกิดจากการเล่นดนตรีหรือการรับรู้การเปลี่ยนแปลงในร่างกาย ที่เกิดจากอิทธิพลของเสียงของเครื่องดนตรีชนิดต่างๆ
* เป็นเครื่องมือในการติดต่อปฏิสัมพันธ์กับคนในกลุ่มรวมทั้งเรียนรู้การสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคมผ่านการเล่นดนตรี
* กิจกรรมดนตรีช่วยส่งเสริมศักยภาพภายในที่ซ่อนอยู่ให้ได้รับการกระตุ้น ช่วยเสริมสร้างและกระตุ้นพัฒนาการทางด้านต่าง
* ดนตรีช่วยเสริมสร้างสมาธิและสามารถช่วยฝึกสติให้อยู่กับปัจจุบันได้ดี

ดนตรีบำบัดนั้นจะเป็นการทำงานในระดับของอารมณ์, ความรู้สึกและพฤติกรรมของคนเรา ในทางร่างกายนั้นดนตรีจะผลมากในด้านการรับรู้ทางระบบประสาทสัมผัสต่างๆ รวมไปถึงการทำงานของสมอง ดนตรีบำบัดนั้นไม่ได้มีผลในการรักษาโรคทางด้านร่างกายโดยตรง แต่จะช่วยทางด้านสุขภาพจิตมากกว่า เมื่อสุขภาพใจดีแล้ว จะช่วยส่งเสริมให้สุขภาพกายดีขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้ดนตรีบำบัดยังสามารถเข้าไปมีบทบาทในการช่วยเสริมการรักษาหลักเพื่อช่วยย่นระยะเวลาในการรักษาหรือช่วยลดการใช้ยาลงได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการใช้ดนตรีบำบัดกับผู้ป่วยโรคเส้นเลือดในสมองที่อยู่ในช่วงพักฟื้นและกำลังทำกายภาพเพื่อให้กลับมาเดินได้อีกครั้ง ดนตรีบำบัดสามารถช่วยให้คนไข้เดินได้เร็วขึ้น ลดความน่าเบื่อในการทำกายภาพและลดชั่วโมงในการทำกายภาพลง

7. ปัจจุบันในประเทศไทย มีการนำดนตรีบำบัดมาใช้มากน้อยเพียงใด และใช้ที่ใดบ้าง
(ข้อนี้พี่ไม่มีข้อมูลมากนะ ขอตอบของที่เยอรมันละกันครับ)
ในปัจจุบันดนตรีบำบัดที่ประเทศเยอรมนีได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง มีการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาอยู่หลายเมือง ดนตรีบำบัดก็ถือเป็นส่วนหนึ่งในโปรแกรมการรักษามาตรฐานของหลายๆ โรงพยาบาล ที่น่าสนใจคือที่เยอรมันนี้มีการแพทย์ในสาขาที่เรียกว่า psychosomatical medicine ซึ่งนำเอาการรักษาทางกายและใจมาประยุกต์เข้าไว้ด้วยกัน ดนตรีบำบัดในการแพทย์สาขานี้นั้นถือได้ว่ามีตำแหน่งงานรองรับมากเป็นอันดับ สองรองจากดนตรีบำบัดในจิตเวช และยังมีดนตรีบำบัดในลักษณะประยุกต์คือนำไปใช้กับคนทั่วๆ ไปที่ไม่ได้เป็นคนไข้เช่นการทำ sound massage การฝึกสมาธิด้วยดนตรี

ตำแหน่ง งานนักดนตรีบำบัดที่นี่ไม่ได้ถูกจำกัดเฉพาะแค่ในโรงพยาบาลหรือตามคลีนิก เท่านั้น ยังมีนักดนตรีบำบัดประจำบ้านพักผู้พิการและคนชรา ศูนย์เยาวชนต่างๆ (ในบ้านเราก็ประมาณบ้านเมตตาอะไรประมาณนี้ครับ) แม้แต่ในโรงเรียนอนุบาลหรือโรงเรียนทั่วๆ ไปก็ยังมีนักดนตรีบำบัดทำงานประจำอยู่เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีสมาคมนักดนตรีบำบัดที่คอยดูแลสิทธิประโยชน์ของวิชาชีพนี้และ ควบคุมคุณภาพนักดนตรีบำบัดโดยรวม เป็นศูนย์กลางรวบรวมข้อมูล องค์ความรู้ จัดประชุมสัมนาให้กับสมาชิก นอกจากนี้งานวิจัยทางด้านดนตรีบำบัดรวมไปถึงตำราวิชาการต่างๆ ก็มีมากมายและเป็นที่ยอมรับถึงคุณภาพของตัวงาน

หากย้อนกลับมาดู ประเทศไทยตอนนี้ต้องบอกว่าเริ่มมีคนให้ความสนใจดนตรีบำบัดเพิ่มขึ้นเรื่อย ทั้งด้านการใช้งานและการศึกษาต่อ ที่เรายังขาดก็คือบุคลากร นักดนตรีบำบัดคนไทยที่เรียนดนตรีบำบัดจริงๆ ตอนนี้พี่รู้จักยังมีไม่ถึง 10 คน การพัฒนาองค์ความรู้ทางด้านนี้แน่นอนยังต้องใช้เวลาอีกมาก ทางด้านสถาบันอุดมศึกษาก็เริ่มให้ความสนใจบ้างแล้ว อย่างที่มหาวิทยาลัยมหิดล คณะดุริยางคศิลป์ ก็ได้เปิดหลักสูตรดนตรีบำบัดปริญญาโทไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา คงต้องดูกันต่อไปครับว่าอนาคตวิชาชีพนี้ในเมืองไทยจะเดินไปในทิศทางไหน

8. ข้อจำกัดอะไรบ้างที่ไม่สามารถใช้ดนตรีบำบัดได้
คนไข้ที่ไม่เหมาะสำหรับดนตรีบำบัดคือคนไข้ที่ไม่ชอบเสียงดนตรีเป็นพื้นเดิมหรือคนไข้ที่มีความประสบการณ์ด้านลบกับดนตรี ในกลุ่มคนไข้ที่ไม่มีภาวะความมั่นคงทางด้านอารมณ์ในระดับรุนแรงหรือกับคนไข้ที่มีอาการทางจิตขั้นรุนแรงก็ไม่เหมาะสมกับการทำดนตรีบำบัดเช่นกัน

นอกจากนี้การทำดนตรีบำบัดควรจะต้องทำในห้องปิดที่ได้รับการออกแบบทางอะคูสติกที่ดีในระดับหนึ่ง ส่วนหนึ่งเพื่อเป็นการรักษาความลับของคนไข้ในการทำบำบัด ควรมีเครื่ิงดนตรีที่อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน มีให้เลือกพอสมควรและเหมาะสมกับกลุ่มคนไข้ที่รักษา หากปราศจากสิ่งเหล่านี้คงยากที่จะทำดนตรีบำบัดให้ได้ผลดี

ขอบคุณน้องภัทรพรที่อนุญาตให้นำมาลงเพจครับ

 
Zurück zum Seiteninhalt | Zurück zum Hauptmenü