ดร.พัทยา เรือนแก้ว - n-t-overseas

Direkt zum Seiteninhalt

Hauptmenü:

ดร.พัทยา เรือนแก้ว

บทความ

มาคุยกันเรื่องสัญญา
(ลงพิมพ์ในนิตยสารดี เล่มที่  13)

“สัญญา” ที่ภาษาเยอรมันเรียกกันว่า Vertrag เป็นคำที่อาจดูเหมือนห่างไกล เพราะมักไปเกี่ยวพันกับเรื่องของกระดาษที่มีข้อกฎหมายมาพัวพัน หรือที่มักนึกไปถึงก็คือ สัญญาการจ้างทำงาน(Arbeitsvertrag)กันเสีย เป็นส่วนใหญ่ แต่จริงๆแล้ว ในการใช้ชีวิตประจำวันในเยอรมนี เกือบจะทุกคน และเกือบจะทุกวัน ก็หนีไปไม่พ้นจาก สัญญา เพราะสัญญาไม่จำเป็นที่จะต้องกระทำเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น สัญญาปากเปล่าก็มี ในนิตยสารดีเล่มนี้ เราจะมาคุยกันถึงเรื่องสัญญา ว่าหมายถึงอะไร เมื่อไรจะเป็นสัญญา และสัญญาอะไรบ้างที่อาจเพิกถอนได้ โดยขอเริ่มจากความหมายของคำว่า สัญญา
สัญญา คือ ข้อตกลงระหว่างสองฝ่ายหรือหลายฝ่าย ซึ่งอาจจะเป็นบุคคลหรือนิติบุคคล (เช่น องค์กร สมาคม ฯลฯ) หรือเป็นหน่วยงานรัฐ หรือแม้แต่รัฐและประเทศ ว่าจะกระทำการหรืองดเว้นกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งแก่กันและกัน
สัญญา มีหลากหลายแง่มุม ในเชิงสังคม สัญญาเป็นตัวประสาน กำหนดและจัดการพฤติกรรมทางสังคม โดยผ่านการที่แต่ละคนหรือแต่ละฝ่ายมีพันธหน้าที่ต่อกันและกัน สัญญาในความหมายนี้ก็คือ การที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะสัญญากับอีกฝ่ายหนึ่งว่า จะทำหรือไม่ทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยที่อีกฝ่ายหนึ่งก็จะต้องทำหรือไม่ทำอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นการตอบแทนเช่นกัน ซึ่งในที่นี้จะต้องเป็นไปโดยความสมัครใจ และด้วยประการละฉะนี้ ความสัมพันธ์ที่จะเกิดขึ้นระหว่างทั้งสองฝ่ายจึงเป็นสิ่งที่สามารถคาดการณ์ได้
ในเชิงกฎหมาย สัญญา ก็จะมีความหมายคล้ายกัน ซึ่งก็คือข้อตกลง หรือเจตจำนงค์ของอย่างน้อยตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไป(นั่นคือ อาจเป็นหลายฝ่ายก็ได้)ที่มีร่วมกัน ที่จะกระทำหรือไม่กระทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งจะมีพันธะผูกพันต่อกันทางกฎหมาย หรือเป็นข้อตกลงที่อาจให้มีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขบังคับทางกฎหมายบางอย่าง เช่น การทำสัญญาคู่สมรส ที่จะไม่ให้นำกฎระเบียบข้อหนึ่งๆข้อใดมาใช้ หรือขอยกเลิก เป็นต้น

สัญญาจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายเริ่มยื่นข้อเสนอ ซึ่งก็หมายถึงว่า มีความต้องการจะตกลงเรื่องอะไรกัน หรือมีอะไรมาเสนอ และข้อเสนอนี้ก็จะต้องมีรายละเอียดเพียงพอ รวมทั้งมีข้ออธิบายชัดเจนถึงข้อกฎหมายที่จะนำมามีผลบังคับ เพื่อที่อีกฝ่ายหนึ่งซึ่งจะเป็นผู้รับข้อเสนอ สามารถเข้าใจและตอบรับได้ แต่อย่างไรก็ตาม ฝ่ายผู้รับข้อเสนอก็สามารถที่จะต่อรองในส่วนของตนเองได้ ลำดับขั้นตอนก็อาจเป็นดังนี้

1.
ฝ่ายหนึ่งเสนอข้อตกลงที่ต้องการ

2.
อีกฝ่ายพิจารณาไตร่ตรอง ชั่งน้ำหนักความเหมาะสม

3.
ยื่นเงื่อนไขต่อรอง มองหาจุดประสาน หรือเงื่อนไขที่รับได้ทั้งสองฝ่าย

4.
ตกลงกระทำเป็นข้อสัญญาระหว่างกัน


การทำสัญญาไม่จำเป็นที่จะต้องมีรูปแบบหรือแบบฟอร์มใดๆ และบางครั้งก็ไม่จำเป็นที่จะต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรและลงชื่อรับรอง แต่สัญญาสามารถทำด้วยปากเปล่า(mündlich) หรือสามารถเกิดขึ้นได้ในระหว่าง การสนทนาทางโทรศัพท์หรือทางอีเมล์ เช่น พวกที่หลอกขายของ หรือหลอกให้สมัครเป็นสมาชิกโน้นนี่ทางโทรศัพท์ หรือที่หลอกให้คลิกในเวปไซด์ เป็นต้น และสัญญาเหล่านี้ก็เป็นสัญญาที่มีผลบังคับใช้ด้วย
อีกประการหนึ่ง สัญญา(หรือการรับข้อตกลงระหว่างกัน)ก็เกิดขึ้นได้ แม้ว่าจะไม่ได้มีการยื่นข้อเสนอ ข้อตกลงอย่างชัดเจน แต่อาจเป็นด้วยอาการอากัปกิริยาหรือการกระทำ ที่อาจแสดงให้เห็นเจตจำนงค์ ซึ่งตามกฎหมายเยอรมันเรียกว่า schlüssiges Verhalten หรือ Konkludentes Handeln (ดู wikipedia offline) สัญญาที่เกิดขึ้นในลักษณะนี้ เราเจอะเจอกันอยู่เสมอในชีวิตประจำวัน ตัวอย่างเช่น
การขึ้นรถรางประจำทาง
- รถราง (Straßenbahn) กำลังแล่นมาจอดที่ป้าย รถรางแสดงอาการให้เห็นว่า กำลังยื่นข้อเสนอว่า “พร้อมที่จะบรรทุกผู้โดยสารไปถึงที่ที่ต้องการ”  เงื่อนไขคือ ผู้โดยสารต้องจ่ายค่าโดยสาร
- ผู้โดยสารเมื่อก้าวขึ้นรถราง ก็แสดงให้เห็นเจตนาว่า “ฉันยอมรับข้อเสนอที่รถรางเสนอว่าจะพาไปส่งที่ที่ต้องการไป”
ตรงนี้รถรางกับผู้โดยสารได้มีสัญญาผูกพันธ์กันแล้ว หากผู้โดยสารไม่เสียค่าโดยสาร ก็จะมีโทษ เช่น ถูกปรับและหากรถรางไม่ไปส่ง ผู้โดยสารก็อาจเรียกร้องค่าโดยสารคืน
ในร้านขายขนมปัง
- ในร้านมีขนมปังและขนมอบอื่นๆวางเรียงรายพร้อมป้ายติดราคา(ข้อเสนอของทางร้าน) หากว่าเราชี้บอกว่าต้องการขนมปังและขนมอบนั้นๆ แล้วคนขายส่งยื่นขนมปังและขนมอบนั้นข้ามแผง(หรือตู้)ที่วางขนมนั้นมาให้ และเรารับขนมปังและขนมอบนั้นมา ตามกฎหมายเราก็ทำสัญญาซื้อขายขนมปังและขนมอบไปแล้ว
ในร้านอาหาร
- เราเข้าไปในร้านอาหารแห่งหนึ่ง บริกรเดินมาหา ส่งรายการอาหารมาให้ แล้วเดินกลับไป (ยื่นข้อเสนอ)
- บริกรเดินมาหาอีกครั้ง ถามว่าเราจะสั่งอะไร เราบอกว่า ขอข้าวผัด บริกรพยักหน้ารับ แล้วเดินเข้าครัวไป ตรงนี้เรากับร้านอาหาร โดยผ่านบริกร ตกลงทำสัญญากันแล้ว
- พันธะผูกพันก็คือ ร้านอาหาร(โดยบริกร)ต้องนำข้าวผัดมาให้เรา และจากนั้นเรามีหน้าที่ที่จะต้องจ่ายเงิน
- เมื่อบริกรนำข้าวผัดมาให้ แสดงให้เห็นว่า ทางร้านได้กระทำตามพันธะผูกพันของร้านแล้ว ดังนั้นหน้าที่ของเราก็คือ ต้องจ่ายบิลค่าอาหาร

แต่บางครั้งสัญญาก็จำเป็นต้องจัดทำเป็นลายลักษณ์อักษร และมีรูปแบบฟอร์มตามกฎหมายกำหนดจึงจะมีผล อันได้แก่ การทำสัญญาซื้อขายที่ดิน การโอนมอบกรรมสิทธิการถือหุ้น ซึ่งต้องกระทำต่อหน้าทนาย รวมทั้งทนาย คือ Notar ต้องลงนามรับรอง
สัญญาอีกอย่างที่จะต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรเสมอ คือ สัญญาการจ้างงาน ที่มีการกำหนดระยะเวลาการจ้าง

โดยสรุป สัญญา เป็นข้อตกลงที่ผู้ที่ทำการตกลงจะต้องมีพันธะผูกพัน ต้องกระทำตามข้อตกลงที่ได้ตกลงไว้ แต่ก็มีข้อยกเว้นไว้ว่า พันธะผูกพันโดยสัญญาอาจจะยกเลิกได้ หากว่าคู่สัญญาได้ตกลงที่จะให้ยกเลิกได้ ซึ่งในที่นี้ก็มักจะเป็นในกรณีที่ คู่สัญญามาทำสัญญายกเลิก หรือเปลี่ยนแปลงเนื้อหาสัญญานั่นเอง หรือในอีกกรณีหนึ่งก็คือ เมื่อกฎหมายกำหนดว่า ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายสามารถที่จะยกเลิกได้ ซึ่งกรณีดังกล่าวนี้ ได้แก่ สัญญาบางอย่างที่กฎหมายกำหนดให้สามารถเพิกถอนได้ ที่เรียกว่าWiderrufsrecht อันได้แก่สัญญาดังต่อไปนี้
1. Haustürgeschäfte การซื้อขายที่หน้าประตูบ้าน คือสัญญาที่ทำในบ้านของผู้บริโภค(หรือก็คือผู้ซื้อนั่นเอง) หรือสัญญาที่ทำในที่ทำงาน ซึ่งผู้ซื้อจะต้องไม่ใช่ผู้ที่ติดต่อให้ผู้ขายหรือเสนอสินค้าเดินทางมาหา เช่น อยู่ๆ ก็มีตัวแทนเสนอขายสินค้ามากดกริ่งที่หน้าประตูบ้าน เป็นต้น กรณีเช่นนี้ผู้บริโภคมีสิทธิที่เรียกว่า Widerrufsrecht และสามารถขอยกเลิกสัญญาได้ภายในระยะเวลา 2 สัปดาห์ นับตั้งแต่วันทำสัญญา ดังนั้นควรจดจำเวลาที่ตกลงทำสัญญาให้ดีๆ
แต่หากว่า มีการเสนอสินค้าหรือบริการใดๆ ทางโทรศัพท์ แล้วมีการขอมาพูดคุยที่บ้าน แล้วเราตกลง อันนี้ก็ถือว่าเป็นการที่ ผู้บริโภคสั่งให้ผู้เสนอสินค้าหรือบริการมาหา หากมีการทำสัญญาเกิดขึ้น เราจะไม่มีสิทธิที่จะเพิกถอนสัญญา
สัญญาที่เกิดระหว่างกิจกรรมที่จัดในยามว่าง(Freizeitveranstaltung) เช่น กิจกรรมเดินทางท่อง เที่ยวสั้นๆ ที่เรียกกันว่า Kaffeefahrt  ซึ่งบ่อยครั้งมักเป็นการพาไปโรงงาน ร้านค้า เพื่อโฆษณาให้ซื้อสินค้า หรือจองการเดินทางท่องเที่ยว กรณีนี้ก็สามารถยกเลิกได้ภายในสองสัปดาห์เช่นกัน
แต่สัญญาการซื้อขายที่เกิดขึ้นระหว่างงานแสดงสินค้า (Messe und auf Verkaufsausstellungen) จะไม่มี Widerrufsrecht นั่นคือเพิกถอนไม่ได้ หากต้องการเพิกถอน ก็อาจจะเป็นไปได้ว่า อาจจะต้องเสียค่าธรรมเนียมเป็นเงินจำนวนมาก และเพื่อป้องกันความเสียหาย ก่อนที่จะลงชื่อในสัญญาควรที่จะอ่านเนื้อหา เงื่อนไขในสัญญาให้ดี และเมื่อตกลงเซ็นชื่อแล้ว ควรที่จะขอสำเนาสัญญา ที่มีลายเซ็นต์ พร้อมตราของบริษัทผู้เสนอสินค้าหรือบริการนั้นๆ เก็บไว้ด้วย
2. สัญญาที่เรียกว่า Fernabsatzverträge คือ สัญญาที่เกิดขึ้นโดยที่ไม่ได้กระทำกันต่อหน้าตัวต่อตัว แต่เป็นการกระทำผ่านการสื่อสารทางไกล ที่พบกันอยู่บ่อยๆ ได้แก่ การซื้อขายโดยการจัดสั่งและจัดส่ง ที่เรียกว่า Versandhandel ซึ่งผู้บริโภค(ผู้ซื้อ) จะสั่งของทางจดหมาย ทางโทรสาร (Fax) ทางโทรศัพท์หรืออินเตอร์เน็ท ในกรณีดังกล่าว กฎหมายให้สิทธิผู้บริโภคที่จะเพิกถอนสัญญาได้ภายในเวลา 14 วันนับตั้งแต่วันที่ได้รับสินค้า และได้รับรู้(ได้คำชี้แจง)ถึงสิทธิดังกล่าว และหากว่าได้รับคำชี้แจงฯช้ากว่านั้น  ระยะเวลาการเพิกถอนก็จะขยายไปเป็นหนึ่งเดือน แต่อย่างไรก็ดีจะมีบางกรณีที่การทำสัญญาดังกล่าวผู้บริโภคไม่มีสิทธิที่จะเพิกถอน ซึ่งรายละเอียดประเด็นนี้ ควรที่จะหารือสำนักงานผู้บริโภค (Verbraucherzentral)
ในกรณีที่สั่งซื้อ CD หรือ DVD เพลงหรือภาพยนยต์ ผู้บริโภคไม่สามารถที่จะเพิกถอนสัญญาได้ หากว่าไปแกะกระดาษใสที่ห่อสินค้าออก แต่หากว่าเป็นหนังสือ การแกะกระดาษใสที่ห่อออกและเปิดอ่านสามารถทำได้
สัญญาเกี่ยวกับบริการบางอย่างสามารถที่จะเพิกถอนได้ แม้ว่าผู้เสนอบริการจะได้เริ่มงานไปแล้ว แต่หากว่า ผู้เสนอบริการได้ดำเนินงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว และผู้บริโภคก็จ่ายเงินแล้ว ผู้บริโภคไม่สามารถที่จะเพิกถอนสัญญาได้ เช่น การขอคำปรึกษาทางเวปไซด์ เป็นต้น
การสั่งของ หรือบริการทางอินเตอร์เน็ต มักเป็นเรื่องยากที่ผู้บริโภคจะเพิกถอนสัญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการจ่ายเงินค่าสินค้าล่วงหน้า ซึ่งส่วนใหญ่ผู้เสนอสินค้ามักจะขอให้ผู้ซื้อ จ่ายค่าสินค้าล่วงหน้าด้วยบัตรเครดิต หรือการโอนเงินเข้าบัญชี (Überweisung) หรือการจ่ายค่าสินค้าเมื่อได้รับสินค้าจากไปรษณีย์(Nachnahme) ดังนั้น สำนักงานผู้บริโภคจึงแนะนำว่า ควรหลีกเลี่ยงที่จะจ่ายราคาสินค้าก่อนที่จะได้รับสินค้า
ที่สำคัญในการสั่งของหรือบริการทางอินเตอร์เน็ต ควรที่จะจดชื่อและที่อยู่ของผู้เสนอขายสินค้าและบริการให้ครบ คือ ชื่อบริษัท ผู้ขาย บ้านเลขที่ ถนน รหัสไปรษณีย์ และเมือง ที่ตั้งของบริษัทหรือที่ผู้ขายอยู่ เผื่อหากว่ามีการฟ้องร้องจะได้มีการจัดส่งคำฟ้องได้ถึงที่ ผู้เสนอสินค้าที่ไม่มีที่อยู่ที่ชัดเจน ไม่ควรที่จะทำธุรกรรมด้วย
3. การสมัครเป็นสมาชิกหนังสือพิมพ์ นิตยสาร Zeitschriftabonnaments หากว่าเป็นการสมัครเป็นสมาชิก(ซึ่งถือว่าเป็นการทำสัญญา) ในบ้านที่เข้าประเภท Haustürgeschäft ผู้สมัครสามารถที่จะเพิกถอนสัญญาการสมัครเป็นสมาชิกได้ภายในสองสัปดาห์ และควรที่จะทำการยกเลิกเป็นลายลักษณ์อักษร และส่งไปทางไปรษณีย์ลงทะเบียนเพื่อเป็นหลักฐาน
หากว่าเป็นการสมัครทางโทรศัพท์ตามกฎหมายถือเหมือนเป็น Fernabsatzverträge ดังนั้นผู้บริโภคสามารถที่จะเพิกถอนสัญญาการสมัครเป็นสมาชิกได้ โดยสามารถกระทำได้ภายในหนึ่งเดือนหลังจากที่ได้รับข้อชี้แจงเกี่ยวกับการยกเลิกสัญญา และข้อมูลอื่นๆ
การสมัครเป็นสมาชิกหนังสือพิมพ์ หรือนิตยสารทาง อินเตอร์เน็ต หรือทางการโฆษณาที่ส่งมาทางไปรษณีย์ อาจเป็นการ์ด หรือจดหมาย (Mailingaktion) และเรา ผู้บริโภคตอบไปทางการ์ดหรือจดหมายเช่นกัน โดยทั่วไปแล้วไม่สามารถที่จะเพิกถอนสัญญาได้ อาจจะเพิกถอนสัญญาได้หากว่า กว่าจะถึงกำหนดที่บอกเลิกได้นั้น ผู้บริโภคได้จ่ายค่าสมาชิกไปแล้วมากกว่า 200 ยูโร และหากว่าเป็นการสมัครสมาชิกชนิดที่ให้ทดลองอ่านก่อนหลายเดือน และได้จ่ายเงินค่าสมาชิกรายปีไปแล้ว จะไม่สามารถเพิกถอนสัญญาได้เลย
4. การทำสัญญาประกันต่างๆ ก็สามารถเพิกถอนได้ภายใน 2 สัปดาห์หลังจากที่ได้ทำสัญญา
5.สัญญาเงินกู้ระหว่างเอกชนกับสถาบันการเงิน สัญญาซื้อขายที่จ่ายแบบผ่อนส่ง ก็สามารถที่จะเพิก ถอนได้ภายใน 2 สัปดาห์หลังจากที่ทำสัญญาได้เช่นกัน
6. กรณีซื้อสินค้า แล้วสินค้ามีตำหนิ หรือบริการไม่มีคุณภาพดังที่ได้ตกลงไว้ ในบางกรณีก็สามารถที่จะใช้สิทธิในการที่จะคืนสินค้า หรือเรียกร้องให้จัดหามาใหม่ได้ หากว่ามีการตกลงกันถึงสิทธิที่จะส่งคืนของ (Rücktrittsrecht) ซึ่งจะต้องตกลงกันไว้ก่อน และโดยทั่วไปก็จะต้องจัดทำเป็นลายลักษณ์อักษร
แนวปฎิบัติที่ถือกันอยู่ในการซื้อขายสินค้าในห้างต่าง ๆ ที่เราจะพบว่าสามารถที่จะคืน หรือเปลี่ยนสินค้าได้ หากว่าสินค้านั้นบกพร่อง หรือเราใส่ไม่ได้ แนวปฏิบัตินี้ไม่ใช่หลักที่กฎหมายกำหนด การที่ห้างต่างๆ ให้สิทธินี้แก่ลูกค้านั้น ถือเป็นบริการอันหนึ่ง แต่หากเราสังเกตกันให้ดีๆ ก็จะพบว่า ในการเปลี่ยนหรือคืนสินค้า ทางร้านมักจะเขียนไว้เสมอในบิลว่า รับเปลี่ยนเฉพาะเมื่อมีใบเสร็จรับเงินมาแสดง และสินค้าหลายอย่างก็จะระบุไว้เลยว่า ห้ามเปลี่ยน เช่น ชุดชั้นใน หวี เป็นต้น ดังนั้นอย่าเข้าใจว่า สินค้าทุกอย่างที่ซื้อสามารถเปลี่ยน หรือคืนได้ เพื่อให้แน่ใจถามผู้ขาย หรือตกลงเป็นตัวอักษรกันก่อน

เมื่อมีสิทธิที่จะเพิกถอนสัญญา(เช่น ซื้อขาย) สามารถที่จะทำการเพิกถอนได้สองวิธีคือ
1. เขียนจดหมายเพิกถอนเป็นลายลักษณ์อักษร โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผล เช่นอาจเขียนว่า Hiermit widerrufe ich den Abonnementsvertrag โดยอาจส่งทางไปรษณีย์(ควรลงทะเบียน) โทรสาร (Fax) หรือ อีเมล์ โดยส่งภายในระยะเวลาที่กำหนดให้เพิกถอนได้
2. โดยการส่ง สินค้า นั้นคืน การส่งคืนถือว่าเป็นการเขียนบอกเลิกเป็นลายลักษณ์อักษร
ข้อแนะนำ ผู้ที่สามารถให้คำแนะนำได้ดีในเรื่องเหล่านี้คือ สำนักงานผู้บริโภค (Verbraucherzentral)
ที่กล่าวมาข้างต้น ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับ สัญญา ที่ดูเหมือนอยู่รอบๆตัวเรานี่เอง และเราก็มักจะหนีไม่พ้นที่จะต้องทำสัญญา หรือ ก่อให้เกิดสัญญา ขึ้นทุกวัน แต่หากเรารู้เงื่อนไข ข้อตกลง รวมทั้งพันธะหน้าที่ และไม่ละเมิด สัญญา ก็คงไม่มีปัญหาอะไร ในนิตยสารดีฉบับหน้าเรามาคุยกันต่อถึง สัญญา ที่ต้องเป็นลายลักษณ์อักษร และก็ไม่ไกลตัว คือ สัญญาการจ้างงาน

ข้อมูลจาก
wikipedia offline
http://www.verbraucher.de
http://www.verbraucher.de







สัญญาการจ้างงาน
(ลงพิมพ์ในนิตยสารดี เล่มที่ 14)

สัญญาการจ้างงาน หมายถึง สัญญา ที่ทำขึ้นระหว่างสองฝ่าย (อาจเป็นสองคนก็ได้) ฝ่ายหนึ่งที่เรียกว่า นายจ้าง (Arbeitgeber) อีกฝ่ายเรียกว่าลูกจ้าง (Arbeitnehmer) เพื่อตกลงกันว่าฝ่ายลูกจ้างจะทำงานให้แก่นายจ้าง โดยที่นายจ้างจะให้ค่าจ้างตลอดเวลาที่ลูกจ้างทำงานให้
สัญญาการจ้างงานนั้น อาจทำด้วยวาจา หรือ เป็นลายลักษณ์อักษร ก็ได้
การจ้างงานด้วยวาจา (mündlich) ก็อย่างเช่น สมสวยไปขอทำงานเป็นคนเสริฟอาหารร้านอาหารไทยของสมสมัย สมสมัยพิจารณาแล้ว ก็เอ่ยว่า “สมสวยเธอมาเริ่มงานวันจันทร์หน้าเลยนะ มาถึงก่อนห้าโมงเย็น ทำงานเริ่มห้าโมงเย็น ถึง ห้าทุ่มครึ่ง ค่าแรงชั่วโมงละ 7 ยูโร”
แต่ เพื่อป้องกันปัญหาความยุ่งยากที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง อันเนื่องจากความไม่ชัดเจนเรื่องข้อตกลงต่าง ๆ การทำสัญญาจ้างงานเป็นลายลักษณ์อักษร (schriftlich) จึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะเอกสารที่เป็นลายลักษณ์อักษร สามารถยืนยันและใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายได้แน่นอนกว่า

ดังนั้นจึงมีข้อแนะนำว่า ก่อนที่จะเริ่มทำงานควรที่จะมีการตกลงเกี่ยวกับการจ้างงานให้ชัดเจน และตามกฎหมายแล้ว นายจ้างมีหน้าที่
- ที่จะต้องจัดทำสัญญาการจ้างงานเป็นลายลักษณ์อักษร ภายในระยะเวลาหนึ่งเดือน หลังจากที่ได้เริ่มงานตามที่ตกลงกันไว้ โดยจัดทำเป็นสองฉบับ
- ลงลายมือชื่อ (เซ็นชื่อ) ในสัญญาดังกล่าวนั้น และ
- มอบให้แก่ลูกจ้าง อ่านพิจารณา และลงลายมือชื่อรับรอง
- เมื่อทั้งสองฝ่ายเซ็นชื่อในสัญญาแล้ว แต่ละฝ่ายจะเก็บสัญญาการจ้างงานไว้คนละฉบับ

เนื้อหาของสัญญาการจ้างงาน
สัญญาการจ้างงาน ควรที่จะต้องมีเนื้อหาที่สำคัญ ดังต่อไปนี้
1. ชื่อ และที่อยู่ ของคู่สัญญา คือ ของทั้งนายจ้าง และลูกจ้าง
2. ระยะเวลาจ้างงาน Dauer des Arbeitsverhältnisses
ต้องระบุเวลาที่เริ่มทำงาน เช่น เริ่มทำงานตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2556
หากว่าเป็นการจ้างงานที่มีระยะเวลากำหนด เช่น 2 หรือ 3 ปี ต้องระบุระยะเวลาการทำงานให้ชัดเจน เช่น ระยะเวลาการจ้างงาน 2 ปี เริ่มทำงานตั้งแต่ วันที่ 1 กรกฎาคม 2556 ถึง วันที่ 30 มิถุนายน 2558
3. สถานที่ทำงาน Arbeitsort ว่าจะให้ทำงานที่ไหน ในกรณีที่ ลูกจ้าง อาจต้องไปทำงานหลาย ๆ ที่ ต้องระบุไว้ด้วยว่า ลูกจ้างอาจจะต้องไปทำงานในสถานประกอบการอื่นด้วย
4. ลักษณะงานที่ลูกจ้างจะต้องทำ Tätigkeit หรือ Arbeitsverhältnisse อาจเป็นการระบุกว้าง ๆ เช่น ลูกจ้างจะทำงานในตำแหน่งพนักงานเสริฟ
5. อัตราค่าจ้าง Vergütung รวมไปถึง เงินพิเศษต่าง ๆ ที่จะได้ด้วย เช่น เงินเพิ่มเติมกรณีที่อยู่เมืองใหญ่ (Zulage) หรือ เงินพิเศษ (Zuschläge) ให้เป็นค่ารถ เงินโบนัส เป็นต้น และต้องระบุด้วยว่าจะจ่ายเมื่อไร ทุก ๆ วันสิ้นเดือน หรือวันที่ 15 ของเดือน
6. ระยะเวลาการทำงาน  vereinbarte Arbeitszeit ว่าทำงานวันละกี่ชั่วโมงต่อวัน รวมทั้งหมดกี่ชั่วโมงต่ออาทิตย์ เช่น ทำงานทั้งสิ้น 30 ช.ม. ต่ออาทิตย์ ๆ ละ 4 วัน เป็นต้น
7. วันหยุดพักผ่อนรายปี  Erholungsurlaub ระบุว่า แต่ละปีลูกจ้างจะได้วันหยุดพักผ่อนกี่วัน ซึ่งต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด
8. การบอกเลิกจ้าง การบอกเลิกสัญญา Kündigung และ ระยะเวลาล่วงหน้าที่ต้องบอกในกรณีที่จะเลิกสัญญา Kündigungsfristen ซึ่งระบุไว้ว่า การจะบอกเลิกจ้าง หรือบอกเลิกสัญญาการจ้าง ไม่ว่าจะเป็นจากฝ่ายนายจ้าง หรือลูกจ้าง จะต้องทำอย่างไร และระยะเวลาที่ต้องบอกล่วงหน้ามีระยะเวลาเท่าไร เช่น การบอกเลิกสัญญา นายจ้างต้องแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้า 30 วัน เป็นต้น

นอกจากเนื้อหาหลัก ๆ ข้างต้นแล้ว ในสัญญาการจ้างงานอาจจะมีข้อตกลงอื่น ๆ ที่นอกเหนือไปจากนี้ด้วยก็ได้ เช่น ระบุถึงเรื่อง เงินค่าทำงานล่วงเวลา กรณีเจ็บไข้ได้ป่วยมีข้อตกลงกันอย่างไร ข้อบังคับที่ลูกจ้างต้องพึงกระทำ Verpflichtung เช่น ห้ามไปทำงานให้คนอื่น หรือ ทำงานหลายที่พร้อมกัน ต้องรักษาความลับของบริษัท เป็นต้น
ข้อตกลงต่าง ๆ ในสัญญาการจ้างงานเป็นสิ่งที่สามารถต่อรองกันได้ ระหว่างนายจ้าง กับลูกจ้าง ดังนั้นเมื่อนายจ้างให้สัญญาการจ้างงานมา ลูกจ้างไม่จำเป็นต้องเซ็นชื่อยินยอมพร้อมใจทันที ลูกจ้างสามารถขอเวลานำสัญญาไปหารือ หรือปรึกษาผู้รู้ก่อนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกณีของคนต่างชาติ เช่น คนไทย ซึ่งอาจจะไม่เชี่ยวชาญในภาษาราชการเยอรมันนัก อาจขอเวลาไปทบทวน ตัดสินใจ และหากว่าหารือกับผู้รู้แล้ว มีบางข้อตกลงที่ไม่พอใจ อาจขอต่อรองปรับเปลี่ยนเนื้อหาในสัญญาการจ้างงานได้ เพราะ สัญญา นั้นเป็นการตกลงร่วมกันระหว่างสองฝ่าย ที่ทั้งสองฝ่ายต้องเห็นชอบร่วมกัน และในกรณีที่เป็นคนต่างชาติ สามารถขอให้นายจ้างแปลสัญญาการจ้างงานเป็นภาษาของตนได้

การบอกเลิกสัญญาการจ้างงาน
การจะบอกเลิกสัญญาการจ้างงาน สำหรับลูกจ้าง ก็คือ การบอกเลิกการทำงานกับนายจ้าง ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องกระทำอย่างระมัดระวัง เพราะ นายจ้างคือผู้ที่จะเขียน หนังสือรับรองการทำงาน Arbeitszeugnis หากว่าจากกันด้วยสัมพันธภาพที่เลวร้าย หนังสือรับรองการทำงานก็คงออกมาไม่งาม และหนังสือรับรองการทำงานก็เปรียบเสมือนใบเบิกทางอย่างหนึ่งที่จะทำให้สามารถหางานใหม่ได้
ประการหนึ่งที่อาจต้องคำนึงถึงก็คือ หากว่า ลูกจ้างเป็นฝ่ายขอลาออกเอง ทางสำนักแรงงานจะไม่จ่ายเงินตกงานเป็นเวลาสามเดือน จะเริ่มได้เงินตกงานเมื่อเข้าเดือนที่สี่
ดังนั้น ก่อนที่จะบอกเลิกสัญญาการจ้างงาน ก็น่าที่จะได้งานใหม่ และเซ็นสัญญาการจ้างงานกับนายจ้างใหม่แล้ว
แต่ หากว่าต้องการบอกเลิกสัญญาจ้างงาน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด แม้นว่ายังไม่ได้งานใหม่ ก็อาจทำได้ โดย
- ศึกษาเงื่อนไขการบอกเลิกสัญญาการจ้างงานที่ระบุไว้ในสัญญาการจ้างงานให้เข้าใจ โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับระยะเวลาที่จะต้องแจ้งนายจ้างล่วงหน้า ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้มีการฟ้องร้องกันในศาลแรงงาน หากว่าในสัญญาการจ้างงานไม่ได้ระบุระยะเวลาที่ต้องบอกล่วงหน้า Kündigungsfrist ก็ให้ถือตามกฎหมายว่าด้วย ระยะเวลาที่ต้องบอกล่วงหน้าในกรณีที่จะบอกเลิกสัญญาการจ้างงาน นั่นคือ 4 สัปดาห์ จนถึงวันที่ 15 หรือ สุดท้ายของเดือน ในช่วงระยะทดลองงาน Probezeit ระยะเวลาดังกล่าว อยู่ที่ 14 วัน
- แจ้งให้นายจ้างทราบถึงการเปลี่ยนงาน (กรณีที่ได้งานใหม่) โดยไม่รั้งรอ หรือแจ้งให้ทราบตามกำหนดระยะเวลาที่ต้องบอกล่วงหน้า ตามที่ระบุในสัญญาการจ้างงาน ไม่ใช่ว่า บอกเพื่อร่วมงานก่อน แล้วจึงบอกนายจ้าง
- ยื่นเรื่องขอลาออกจากงานต่อนายจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร
- เตรียมสรุปงาน เพื่อส่งมอบงานให้กับคนงานใหม่ที่จะมาทำหน้าที่แทน
- เก็บข้าวของส่วนตัวออกจากห้องทำงาน หรือสถานที่ทำงานให้หมด
- ใส่ใจเกี่ยวกับเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการทำงานต่าง ๆ เช่น ใบกำกับตัวผู้เสียภาษี Lohnsteuerkarte หนังสือรับรองการทำงาน Arbeitszeugnis
- คืนเอกสารต่าง ๆ ของบริษัท รวมทั้งกุญแจห้องทำงาน หรือ กุญแจเข้าออกบริษัท หรือสถานประกอบการ

หากว่า การบอกเลิกสัญญา ไม่สามารถทำได้ในระยะเวลาอันสั้น ทั้งนี้อาจเป็นด้วยว่า ระยะเวลาที่ต้องบอกล่วงหน้านั้นกำหนดไว้นาน เป็นต้น ทางเลือกอีกทางหนึ่งคือ การทำสัญญายกเลิกสัญญาเดิม Aufhebungsvertrag สิ่งที่ต้องพึงระวังในกรณีนี้ คือ สำนวนที่ใช้เกี่ยวกับ เหตุผลในการทำสัญญายกเลิกฯนี้ นั่นคือ ไม่ควรที่จะมีคำว่า in gegenseitigen Einvernehmen ซึ่งตีความได้ว่า คุณถูกไล่ออก สำนวนที่ใช้ควรที่จะแสดงให้เห็นว่า การทำสัญญายกเลิกฯนี้เป็น ความริเริ่มของลูกจ้างเอง เพื่ออนาคตในอาชีพที่ดีกว่า เช่น "auf besonderen Wunsch von..." und "zu unserem großen Bedauern haben wir das Arbeitsverhältnis gemeinsam vorzeitig aufgelöst, um den Wechsel zu ermöglichen".
กรณีที่บอกเลิกสัญญา แล้วยังมีวันหยุดพักผ่อนเหลือ ลูกจ้างสามารถที่จะขอใช้สิทธิในวันหยุดที่เหลือได้ จะเหลือกี่วันนั้น จะมีวิธีคิดตามกฎหมาย และหากว่าลูกจ้างไม่ใช้สิทธิหยุดพักผ่อน นี้ อาจจะขอให้นายจ้างจ่ายเป็นตัวเงินแทนก็ได้ ซึ่งเรื่องนี้ค่อนข้างมีรายละเอียดปลีกย่อย จึงจะไม่นำมาเขียนในที่นี้
400-Euro-Job ก็ต้องมี สัญญาการจ้างงาน
ความคิดของคนส่วนใหญ่ มักคิดกันว่า การทำงานที่เรียกกันว่า 400-Euro-Job ซึ่งถือว่าเป็นการทำงานที่เข้าข่าย การทำงานที่มีรายได้น้อย geringfügige Arbeit อันเป็นการทำงานที่ลูกจ้างไม่ต้องเสียภาษีรายได้ และไม่ต้องจ่ายเบี้ยประกันสังคมใด ๆ ไม่ว่าจะเป็น เบี้ยประกันสุขภาพ เบี้ยประกันการตกงาน เบี้ยสะสมเงินเลี้ยงชีพในวัยชรา (ซึ่งแน่นอนเมื่อไม่จ่านเบี้ยประกันสังคม ก็ไม่ได้สวัสดิ์การตรงนี้ และที่จริงแล้ว ในส่วนเบี้ยประกันสังคม คนที่ประหยัดก็คือ นายจ้างนั่นเอง) ที่ในปัจจุบันเพิ่มเป็น 450 Euro แล้วนั้น ไม่จำเป็นต้องมีการทำสัญญาการจ้างงาน
อันที่จริงแล้ว เรื่องนี้ไม่จริงเลย  
ใช่อยู่ การทำงานประเภทนี้ นายจ้างกับลูกจ้าง มักจะตกลงกันด้วยวาจา mündlich ซึ่งในกรณีนี้ ก็ถือว่าเป็นการทำสัญญาด้วยวาจา และมีผลเหมือนกับ สัญญาการจ้างงานที่เป็นลายลักษณ์อักษร
แต่ อย่างไรก็ตาม ช้าที่สุดภายในระยะเวลา หนึ่ง เดือน หลังจากที่เริ่มงาน นายจ้างจะต้อง จัดทำเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษรให้แก่ลูกจ้าง โดยระบุรายละเอียดเกี่ยวกับข้อตกลงเรื่องการทำงาน และข้อตกลงที่สำคัญอื่น ๆ อันได้แก่ ลักษณะงาน สถานที่ทำงาน ระยะเวลาการทำงาน ค่าจ้าง รวมทั้ง ระยะเวลาที่ต้องแจ้งก่อนในกรณีที่จะออกจากงาน เป็นต้น
และ แม้นว่าจะทำงานมานานพอควร และนายจ้างก็ยังไม่ได้ให้ เอกสารยืนยันการจ้างงาน ก็ถือว่า สัญญาการจ้างงานด้วยวาจา นั้นมีผล แต่หากว่า เกิดความขัดแย้ง กันขึ้น และต้องมีเรื่องราวถึงศาลแรงงาน ฝ่ายนายจ้างก็จะมีปัญหาในการแสดงหลักฐานการจ้างงานแบบรายได้ต่ำ นี้ เพราะ สัญญาด้วยวาจา มีน้ำหนักน้อยมากในระดับศาล
สิ่งสำคัญที่ควรรู้ ก็คือ การทำงานลักษณะ 400-Euro-Job หรือ Minijob นั้น มีสิทธิมีเสียงเท่าเทียมกับ ลูกจ้างที่ทำงานเต็มเวลา นั่นคือ มีสิทธิที่จะได้ วันหยุดพักผ่อน Urlaub รวมทั้งได้รับความคุ้มครอง ในกรณีถูกไล่ออก และในกรณีที่ตั้งครรภ์และมีบุตร (Kündigungs- und Mutterschutz)

การจ้างงานที่จำกัดเวลาการจ้าง zeitlich befristete Arbeitsverhältnisse ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลานานเท่าไร จะต้องทำสัญญาการจ้างงานเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุระยะเวลาการจ้างชัดเจน หากไม่มี สัญญาการจ้างงานที่ระบุชัดเจนว่าจำกัดเวลา การจ้างงานจะไม่เป็นการจ้างที่จำกัดเวลา แต่จะกลายเป็น การจ้างแบบถาวร unbefristete Arbeitsverhältnisse

ฉะนั้น ท่านผู้ใดที่กำลังจะได้ทำงาน หากนายจ้างยังไม่ได้จัดทำสัญญาการจ้างงาน เป็นลายลักษณ์อักษรให้ ก็อย่าลืมถามไถ่ หรืออาจรอสักระยะหนึ่ง (แต่ก็ไม่ควรนานกว่า หนึ่ง เดือน) แล้วถามหา สัญญาการจ้างงาน และหากว่านายจ้างทำสัญญาการจ้างงานให้แล้ว ก็ลองนำมาให้ผู้รู้อ่านดู เพื่อให้แน่ใจได้ว่าเป็นสัญญาที่ยุติธรรม
ท้ายนี้ แถมตัวอย่าง สัญญาการจ้างงาน ตามกฎหมายเยอรมัน มาให้อ่านกันนะคะ


ข้อมูลจาก
http://abc-recht.de/ratgeber/arbeit/tipps/arbeitsvertrag.php
http://www.zurecht.de/ratgeber/arbeitsvertrag/minijob-arbeitsvertrag/
http://www.wissen.de/was-ist-bei-der-kuendigung-zu-beachten








 
Zurück zum Seiteninhalt | Zurück zum Hauptmenü